"ชาล็อต" เล่าต่อว่าตั้งแต่รับสายมิจฉาชีพไม่ได้มีการปิดวิดีโอเเม้จะเผลอหลับไป จนเลขาไปเช็กข้อมูลเจอคาดว่าเป็นมิจฉาชีพแต่ตอนนั้นยังไม่ได้อัดหน้าจอไว้เป็นหลักฐานเลยพยายามขอให้ทางมิจฉาชีพเปิดกล้อง แต่ก็โดนข่มขู่ว่าจะโดนคดีเพิ่มอีก ในตอนนั้นยอมรับว่าไม่ได้เอะใจอะไร เพราะมีเอกสารส่งมาทำให้น่าเชื่อถือ คือ มีหมายจับ มีการส่งหมายยุติจากผู้ต้องหา เป็นผู้เสียหาย ทำให้เชื่อว่าเป็นข้อมูลจากทางรัฐ
ส่วนสาเหตุที่หลงเชื่อ ชาล็อต ได้ชี้แจงว่า
มันคือความกลัวที่อยู่คนเดียว ส่วนตัวเป็นโรคแพนิคและยิ่งมีการโชว์หมายจับด้วย ทำให้เกรงว่าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะต่อให้ไม่เป็นความจริงสังคมก็ต้องมองว่า มีส่วนเกี่ยวข้องเลยยอมให้ความร่วมมือ ยอมรับว่าคุยไปร้องไห้ไป และคิดว่าเราจะได้เงินคืนหากเราโอนไป แล้วเขามีการประชุมที่ละยอดๆ เลยรออยู่ รู้ว่ามีมิจฉาชีพหลอกลวงเยอะแต่ไม่ได้รู้ว่ามาในรูปแบบนี้ เพราะปกติไม่รับเบอร์แปลก สำหรับความรู้สึกตอนนี้ยังคงช็อกที่เงินหายไปเยอะ ได้แต่ใจเย็น และมีสติในการหาเงินใหม่
"ณวัฒน์" กล่าวว่า ที่ตัดสินใจตั้งโต๊ะแถลงข่าววันนี้เพราะอยากให้เป็นอุทาหรณ์ รู้อยู่แล้วว่าการได้เงินคืนเป็นไปได้ยากมาก เพราะเท่าที่ดูเจ้าของไม่ใช่คนไทย แต่บังคับลูกจ้างคนไทยทำ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนและบอกลูกน้องตลอดคือ ข้าราชการ ตำรวจ ไม่มีการทำงานด้วยระบบออนไลน์อย่างแน่นอน ใครได้ฟังอยากจะย้ำว่า เป็นการหลอกลวง เรื่องนี้ก็อยากให้หน่วยงานราชการเร่งแก้ปัญหาและจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้สักทีเพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น