“ครูชลธี ธารทอง” เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2480 ปัจจุบันอายุ 85 ปี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดชลบุรี และจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนประชาสงเคราะห์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ก่อนที่ต่อมาจะย้ายไปอยู่กับญาติ ณ จังหวัดราชบุรี โดยชีวิตในวัยเด็กของครูชลนั้นลำบากมาก พ่อมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนแม่นั้นก็ตกเลือดตายตั้งแต่ครูชลอายุได้เพียง 6 เดือน เมื่อเติบโตขึ้นครูชลก็รับจ้างทำทุกอย่าง แต่ด้วยที่ชอบ ในการร้องเพลงลูกทุ่งทำให้ได้เป็นนักร้องเพลงเชียร์รำวงของวงดาวทอง จากนั้นก็ได้ไปเป็นนักร้องในวงดนตรีของ สุรพล สมบัติเจริญ ราชาเพลงลูกทุ่งไทยในสมัยนั้น ทว่าก็มีเหตุให้ครูชลต้องถูกไล่ออกจากวงหลังจากเข้าร่วมได้เพียง 3 วัน เนื่องจากครูชลไม่ได้พักในกรุงเทพฯ ทำให้ต้องเดินทางไปกลับราชบุรี เป็นเหตุให้เข้าวงมาทำงานสายและถูกไล่ออกในที่สุด
หลังถูกไล่ออกจากวงของสุรพล ครูชลก็เดินสายทำอาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่กับวงลิเก และเป็นนักพากย์หนัง กระทั่งออกบวชและสึกออกมาเป็นหางเครื่องให้กับวงดนตรีของ เทียนชัย สมญาประเสริฐ สามีของนักร้องดัง ผ่องศรี วรนุช แต่โชคชะตาก็ทำร้ายครูชลอีกครั้งทำให้ครูชลต้องลาออกจากวงเพราะถูกกล่าวหาว่าขโมยของคนในวง ต่อมา ครูชลก็เข้าร่วมประกวดร้องเพลงที่จัดขึ้นโดยวงรวมดาวกระจายของ สำเนียง ม่วงทอง ซึ่งในการประกวดครั้งนั้นผลปรากฏว่าครูชลได้รับรางวัลชนะเลิศจากการร้องเพลงที่แต่งขึ้นเอง และทำให้ได้เข้าไปอยู่กับคณะวงดนตรีรวมดาวกระจาย พร้อมกันนี้สำเนียงก็ได้ตั้งชื่อในวงการให้ว่า ชลธี ธารทอง เนื่องจากเป็นคนจังหวัดชลบุรี
แต่การอยู่ในคณะดนตรีของ สำเนียง ม่วงทองได้อัดแผ่นเสียง 4 เพลง แต่กลับไม่มีเพลงไหนโด่งดังซึ่งในช่วงที่มีเวลาว่างครูชลก็จะศึกษาเรียนรู้วิชาแต่งเพลงจาก สำเนียง ทองม่วง อยู่เป็นประจำ ทำให้มีความชำนาญการแต่งเพลงมากขึ้นแต่จู่เพลง “พอหรือยัง” ของครูชลโด่งดังขึ้นมา เนื่องจาก ศรคีรี ศรีประจวบ นำไปร้อง แต่กลับไม่มีการอ้างอิงถึงผู้แต่งอย่างครูชล ทำให้ครูชลต้องออกมาทักท้วงแต่สุดท้ายเรื่องราวก็จบลงด้วยความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ต่อมาไม่นานครูชลก็ถูกไล่ออกจากวงรวมดาวกระจาย
ชะตาชีวิตหลังจากนี้ของครูชลดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้น เพราะได้แต่งเพลงให้กับ ศรคีรีศรีประจวบ แต่เพลงยังไม่ทันจะมีชื่อเสียงศรคีรีก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเสียก่อน หลังจากนั้นครูชลก็หันหลังให้วงการเพลงลูกทุ่ง แต่ก่อนจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสมอบเพลงให้กับเด็กปั๊มคนหนึ่ง ซึ่งในภายหลังเด็กปั๊มคนนี้ก็คือนักร้องดัง สายัณห์ สัญญา นั่นเอง
ชื่อเสียงที่โด่งดังของสายัณห์เปิดโอกาสให้ครูชลได้กลับกรุงเทพฯ มาแต่งเพลงอีกครั้ง โดยมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงจากเพลง “ทหารอากาศขาดรัก” ก็คือ เสกศักดิ์ ภู่กันทอง นับแต่นั้นมาครูชลก็ตั้งใจแต่งเพลงทำผลงานและเฟ้นหานักร้องเสียงดีมาสร้างงานคุณภาพประดับวงการเพลงลูกทุ่งอยู่ตลอด กระทั่งได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า เทวดาเพลง สำหรับลูกศิษย์คนโปรดอีกคนของครูชล ที่จากวงการเพลงลูกทุ่งไปอย่างน่าเสียดายคือ สุริยัน ส่องแสง
สำหรับจุดเด่นของผลงานเพลงที่แแต่งโดยครูชลนั้น จะมีการเลือกสรรถ้อยคำให้ไพเราะแบบกวีนิพนธ์ เนื้อหาเพลงก็ส่งเสริมคุณค่าวิถีชีวิตคนไทย รวมถึงท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะติดหูผู้ฟัง อาจกล่าวได้ว่าครูชลเป็นศิลปินที่มีความสามารถในการประพันธ์เพลงผ่านการใช้ฉันทลักษณ์ได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ในปี พ.ศ. 2542 ครูชลก็ได้ถูกยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงยิ่งสำหรับชีวิตคนดนตรี