จากเบื้องหลังสู่เบื้องหน้า "ทำไปได้ปีนึง ข่าวพยากรณ์อากาศอาทำอยู่ตอนอยู่ออสเตรเลีย ทำมาหมดรู้หมดแล้ว เลยถามอาจารย์ว่า ทำไมอาจารย์ไม่หาคนมาอ่านข่าวพยากรณ์อากาศ ผมเสนอเป็นคอนเซ็ปต์ให้เอามั้ย ผมวาดเป็นสตอรี่บอร์ดให้ ถ้าเราดู CNN ทุกวันนี้มันก็เป็นแบบนี้ อาจารย์ดูแล้วก็บอกว่าใช้ได้ คอนเซ็ปต์นี้โอเค เอาเลยเอาแบบนี้ บอกอาจารย์ว่าคอนเซ็ปต์อันนี้ผมทำให้ได้ไม่มีปัญหา ฉากหลังเดี๋ยวผมออกแบบให้ แต่อาจารย์จะเอาใครมาอ่าน อาจารย์บอกใครจะไปรู้ว่าต้องทำยังไงนอกจากคุณ คุณนั่นแหละอ่าน ผมรู้วิชาภูมิศาสตร์ตอนอยู่ ม.ต้น แรงลม เรื่องของเมฆ เรื่องของลมบก ลมทะเล ความกดอากาศ อาจารย์บอกไม่รู้ก็ไปเรียนที่กรมอุตุฯ อาจารย์ยกหูกริ๊งเดียว คงพูดประมาณว่าเราต้องการส่งคนไปเรียนเพื่อการนำเสนอข่าวพยากรณ์อากาศ หลังจากนั้นก็มีความรู้มาพอที่จะนำเสนอได้ เป็นรายการสดตื่นเต้นมาก เพราะอยู่เบื้องหลังมาตลอด สุดท้ายตาย จะรอดเหรอ มันไม่เดดแอร์แต่พูดผิด พูดผิดแล้วก็แก้ แก้แล้วก็ขออภัยครับ หลัง ๆ มีคนบอกว่าถ้าพูดผิดไม่ต้องขออภัยเผื่อเค้าไม่รู้ข้ามไปเลยแล้วพูดใหม่ แต่คนชอบเพราะเป็นเรื่องใหม่ รายการ 2 นาทีกว่าเองตอนจบก็มีตบมุกหน่อย ช่วงนี้ความกดอากาศสูง ไม่ทราบว่าความกดอากาศหรือความดันอาจารย์สมเกียรติ ไม่ทราบวันนี้สูงหรือต่ำครับเชิญครับ ส่งไปแบบนี้คนดูชอบ"
ผันตัวเองมาเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการทอล์กโชว์ "ทำรายการพยากรณ์อากาศอยู่สองปีก็ต้องมีมุกอย่างที่ว่า ผมไปบอกอาจารย์ว่าหมดมุกแล้ว เพราะทำ 7 วันต่ออาทิตย์ 365 วันต่อปี อาจารย์เค้าก็ไม่มีปัญหา คุยไปคุยมาก็ถามอาจารย์ว่าเรามาทำทอล์กโชว์กันมั้ย ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มี ก็เป็นรายการ คืนนี้ที่ช่อง 9 เราเป็นโปรดิวเซอร์ ออกแบบเองหมดเลย เป็นรายการสัมภาษณ์ดารา สมัยก่อนไม่มีใครออกมาสัมภาษณ์แบบนี้เลย จนทำเทปที่ 5 อาจารย์บอกมีอะไรจะคุยด้วย บอกว่าผมจะลาออก ทำให้ต้องหาพิธีกร ติดต่อไปหลายคนปฏิเสธหมดทุกคน จนวันที่ 6 ทุกคนในที่ประชุมบอกคุณนั่นแหละ พูดทำนองที่ ดร.สมเกียรติ เคยพูดว่าก็ใครจะไปรู้ดีกว่าคุณล่ะ คุณสร้างรายการนี้ขึ้นมา แล้วก็เคยออกทีวีแล้ว เคยตายไมค์มาแล้วคงเคยชินกับความล้มเหลวมาบ้างแล้ว แต่ก็ลำบากมากแม้ว่าจะเป็นรายการบันทึกเทปแต่ก็ตื่นเต้น ถ้าพลาดเราตกเหว ถ้าตกเหวเราตาย แต่ตัดต่อได้ ใจชื้นมาหน่อย นั่นคือจุดเริ่มต้นในการเป็นพิธีกร แล้วก็ทำรายการนี้มาประมาณปีครึ่งถึงสองปี"
"หลังจากนั้นก็มาเป็นรายการ 4 ทุ่มสแควร์ เกิดจากว่าเราหมดมุกอีกแล้ว ไม่รู้จะยังไงดี เริ่มรายการใหม่ดีกว่า ลาออกจากบริษัทเดิม มันไม่มีตัวอย่างให้ดูในประเทศไทย เราทำด้วยการครีเอทมาจากความรู้สึกและครีเอทีฟไอเดียของเราล้วน ๆ แต่ตอนนั้นจำได้ว่ามีเรื่องที่น่าสนใจในต่างประเทศก็คือโฮมวีดีโอ คนเค้าซื้อกล้องมาถ่ายรูปถ่ายเด็ก ถ่ายภรรยา เอาลูกมาแกล้งบีบมะนาวให้ลูกกิน ลูกขวบนึงกินแล้วก็เปรี้ยว น่ารัก ถ้าเราเอามาออกส่วนหนึ่งของรายการเราน่าสนใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ 4 ทุ่มสแควร์ นอกจากสัมภาษณ์ก็มีโฮมวีดีโอเป็นพระเอกเลย คนชอบดูน่ารักมาก 4 ทุ่มสแควร์ 7 ปี 7 เดือน ตอนนั้นพิธีกรมี ตุ๊ก ดวงตา กับ เด๋อ ดอกสะเดา"
"เลิก 4 ทุ่มสแควร์กะไปพักยาวเลยหอบลูกกับเมียไปออสเตรเลีย ตั้งใจจะไปอยู่ระยะยาว ๆ ซักระยะ มีอยู่วันนั่งดูรายการทีวี มันมีรายการนึง ชื่อ รายการเรียลทีวี โฮมวีดีโอจะน่ารัก ๆ แต่อันนี้ดูแล้วมันมีภาพ ๆ นึง เค้าบอกว่าเกิดเหตุการณ์มีเด็กวัยรุ่นขโมยรถถังจากกองทัพบกของอเมริกาเอามาขับเล่นอยู่กลางถนนในลอสแอนเจลิสกลาง LA รถถังคันนี้มีเด็กอายุประมาณ 16 อยู่ข้างในมันเอามาขับเล่น เค้าก็กลัวกันว่าจะยิงปืนใหญ่เป็น สนุกมาก นั่งดูอยู่ที่บ้านเพื่อน พอกลับมาเมืองไทย พี่อ้วน อรชร ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ บอกว่านายอยากคุยด้วย นายประวิทย์ มาลีนนท์ ตอนนั้นตบเข่าเลยได้งานแล้ว แล้วก็จริงตามที่คาด คุยไปคุยมาก็ชวนมาทำรายการ เป็นรายการ ตี10"
"ตอนนั้นบอกคุณประวิทย์ครับ ผมอยากได้รายการนึงชื่อรายการเรียลทีวี ผมเอา End Title ให้ดูว่าผลิตโดยบริษัทอะไร ผมไม่มีศักยภาพในการติดต่อ ถ้าไปโดยช่อง 3 เค้าจะติดต่อได้ง่าย คุณประวิทย์ก็ติดต่อเลยจะขอซื้อรายการชื่อเรียลทีวี ขอซื้อยากมาก ผ่านไป 1 เดือนก็แล้ว 2 เดือนก็แล้ว ฝ่ายจัดซื้อยังจัดซื้อไม่ได้ เราก็บอกว่าถ้ายังไม่มีผมขอเลื่อนจนกว่าจะซื้อได้ มันซื้อได้ใช่มั้ยครับ เค้าบอกว่าซื้อได้แต่ยังไม่ตอบมาสักที หลังจากตอบแล้วก็ต้องมีส่งฟุตเทจมาให้เรา มีเซ็นสัญญา รออยู่ 7 เดือน ก็รอไม่งั้นไม่ขึ้นรายการ"
วิกฤติในชีวิต "เมื่อก่อนมีช่องแค่ไม่กี่ช่อง พอเกิดทีวีดิจิตอล เราคนผลิตก็ตาย คนดูถูกแย่งเงินโฆษณาถูกแชร์ เงินโฆษณาก็หายไป ตอนนี้ต้องเข้าไปอยู่ในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม พอมีโควิดมาอีก ยังไม่ทันฟื้นดีเลย คิดว่าจะหายใจหายคอได้ จะลุกขึ้นมาได้โดนเปรี้ยงขึ้นมาอีก ตายไปอีกรอบนึง ตายซ้ำตายซ้อน ก็ขาดทุน แม้แต่ดันดาราก็ขาดทุน ก็เป็นธรรมชาติมีขึ้นก็ต้องมีลง การทำรายการโทรทัศน์ไม่ใช่เรื่องง่าย ยากมากที่สุดก็คือการทำโทรทัศน์ให้ดี การทำโทรทัศน์อาจไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่จะทำให้ดีโคตรยาก เลยรู้สึกว่าคิดอะไรได้เราก็ทุ่มลงไปในนั้นหมดเลย มีความรู้สึกว่าก็ทำไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่แรงยังมี ตราบใดที่สมองยังคิดได้ อยากคิดเป็นคนชอบคิด"
ที่มา : รายการคุยแซ่บShow