ขณะที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า ไทยถูกมองเป็นบ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่เกษียณ เนื่องจากมีความปลอดภัยกว่าในหลายประเทศ มีการสาธารณสุขที่ดี มีอาหารที่สมบูรณ์ “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ซึ่งไทยต้องทำตัวให้เป็นประเทศที่น่าลงทุน น่าอยู่อาศัย ทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง
ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่คำถามที่สำคัญคือ ทำไมทุกประเทศทำได้ ต้องศึกษาเงื่อนไขที่ต่างประเทศใช้ และจะปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร สำหรับร่างแก้ไขกฎหมายที่ถูกคว่ำไปนั้น กำหนดให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อบ้านเดี่ยวสำหรับอยู่อาศัยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรราคาประมาณ 10-15 ล้านบาทขึ้นไป โดยซื้อได้ไม่เกิน 49% ของโครงการ ส่วนระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติตามกฎหมายเดิม อนุญาตให้ชาวต่างชาติเช่าอสังหาริมทรัพย์นานสูงสุดไม่เกิน 30 ปี (มาตรา 540 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ขณะร่างแก้ไขกฎหมายใหม่ ได้ขยายให้ชาวต่างชาติสามารถทำสัญญาเช่าได้สูงสุด 50 ปี + 40 ปี ซึ่งหากกังวลว่าจะมีคนซื้อไปเก็งกำไร ต้องต้องออกมาตรการเพื่อไม่ให้นำไปเช่าต่อ แต่จำกัดให้ 1 คนซื้อได้เพียง 1 สิทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องศึกษาจากต่างประเทศ นำข้อดีข้อเสีย เลือกมาใช้ แต่ไม่ใช่การมองว่า เป็นประเด็นการเมือง และปัดตกไปทั้งหมด เพราะจะทำให้ประเทศไทย ขาดการดึงดูดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่เร่งเสริมมาตรการดึงดูดผู้มาอยู่อาศัยระยะยาวอย่างเต็มที่
"ในวันที่เศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะผลกระทบจาก COVID -19 การดึงดูดให้นักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศถือเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญที่จะช่วยดึงเอาเม็ดเงินมากระตุ้นพลิกฟื้นทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาถือครองอสังหาฯ ได้นั้น ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก "
นอกจากนี้การถือครองอสังหาฯ ของคนต่างชาติในไทยมีการกำหนดเงื่อนไข และข้อจำกัด นอกจากคอนโดแล้วยังสามารถเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินในไทยได้เช่นกัน แต่มีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า เช่น สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้เพียงแค่ไม่เกิน 1 ไร่ และต้องเข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด คือต้องนำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และลงทุนนานไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยต้องนำเงินมาลงทุนในธุรกิจหรือกิจการตามที่กฎหมายกำหนด และที่สำคัญยังต้องได้รับอนุญาตจากรมว.มหาดไทยเท่านั้น โดยที่ดินจะต้องอยู่ในเขต กทม. เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตอยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง และต้องอยู่นอกเขตปลอดภัยในราชการทหาร และ จะต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับตนเองเท่านั้น หากนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นก็มีสิทธิ์ถูกดำเนินการให้ขายคืนได้ เป็นต้น
แต่ก็มีแนวโน้มว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ถือครองอสังหาฯ ในไทยได้ง่ายมากขึ้น แต่หากมีข้อกังวลใด ก็ควรนำมาหารือเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการเก็งกำไรได้ เช่นการเพิ่มบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนเงื่อนไข กำหนดพื้นที่เพื่อทดลอง หรืออาจกำหนดภาษี เพื่อนำมาพัฒนาบ้านเอื้ออาทร อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการไตร่ตรองและพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนคนไทยที่เป็นเจ้าของอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน คอนโด หรือสิ่งปลูกสร้าง ถือว่าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนในการลงทุนต่อไป ทั้งในแง่การซื้อเพิ่มเพื่อถือครอง และในแง่ของการขายต่อให้กับชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
"ดังนั้นคนที่มีความรู้ต้องมาช่วยกันคิด เมื่อมีมุมบวก ก็อาจจะมีมุมลบ ต้องมาระดมสมองเพื่อปิดช่องโหว่ โดยไม่นำมาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะหากประเทศไทยไม่ฉวยโอกาสหลังโควิด ในการดึงดูดบุคลากร ผู้มีความรู้ นักลงทุนมาลงทุนในประเทศก็เท่ากับไทยตกขบวน"