เกิดช่องทางการขนส่งเพิ่มขึ้นและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการลงทุนโรงงานแปรรูปยางพาราขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างแน่นอน ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งในด้านการค้า การลงทุน รวมถึงภาคการบริการ การท่องเที่ยวภายในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า990,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางสูงถึง 56.18% หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 558,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ โครงการ SECri ยังจะช่วยส่งเสริมและต่อยอดอุตสาหกรรมยางพารา พัฒนามูลค่าของผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งจะสามารถเพิ่มความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศจากร้อยละ 17 ไปสู่ร้อยละ 23 หรือปริมาณการใช้ยางอยู่ที่ 1.09 ล้านตัน หรือมูลค่าเพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท ผลักดันกลไกราคายางให้มีความเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ต่อยอดสู่การพัฒนาการเปิดประมูลยางพาราในตลาดท้องถิ่นที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็น 450,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 รวมทั้งยังส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์ยางให้มีประสิทธิภา่พมากขึ้น และงานวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าที่ใช้ยางพาราหรือส่วนประกอบของยางพาราในการผลิต ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยางพารา
ทั้งนี้ กยท.จะให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ โดยมุ่งเน้นการเป็นเขตส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราและอุตสาห กรรมยางพาราที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะธุรกิจ Start Up รุ่นใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรมยางพาราใหม่ๆ
ผู้ว่าการ กยท.มั่นใจว่า SECri ยังการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(GPP) ในจังหวัดที่เติบโตขึ้น สร้างโอกาสในกับแรงงานมีอาชีพที่ดีขึ้นและมั่นคง เกิดการต่อยอดฐานความรู้จากการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ เกษตรผสมผสานสวนยางยั่งยืน ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรการชาวสวนยางในภาคใต้และจังหวัดอื่นๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 15,675 บาทต่อไร่ ภายในปี 2570
“โครงการจัดตั้งเขตส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECri จะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศไทยอุตสาหกรรมยางครบวงจร ก่อให้เกิดการพัฒนายางตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราของไทยในส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ยางมากขึ้น ราคายางจะมีเสถียรภาพ เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้สูงขึ้น และจะมีความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ กยท.ได้เสนอโครงการให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) พิจารณาแล้ว คาดว่าจะมีความชัดเจนของโครงการมากขึ้นในปี 2566 และจะสามารถผลักดันให้เป็นจริงได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปีนี้อย่างแน่นอน " ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยความมั่นใจ