(3) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีพิจารณากำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2557 (ประกาศฉบับปี 2557) และ
(4) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม (ประกาศฉบับปี 2561) ซึ่งประกาศฉบับปี 2553 นั้น ได้กำหนดให้การรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับอนุญาตจาก กสาช. ก่อน แต่ต่อมาในปี 2561 กสทช. ได้ออกประกาศ ฉบับปี 2561 ขึ้นโดยยกเลิกประกาศฉบับปี 2553 และกำหนดให้การรวมธุรกิจกระทำได้โดยจัดทำรายงานส่งให้ กสทช.
ซึ่งมีทั้งกรณีที่ต้องรายงานก่อนล่วงหน้าและที่รายงานหลังจากรวมธุรกิจแล้วซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 77 วรรค3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติว่ารัฐพึงใช้ระบบอนุญาตเฉพาะกรณีที่จำเป็น
นอกจากนี้ เพื่อกำกับดูแลมีให้การรวมธุรกิจ มีผลเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม จึงให้อำนาจ กสทช. ที่จะกำหนดเงื่อนไขหรือนำมาตรการเฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะได้ดังที่ปรากฏตามข้อ 12 ของประกาศฉบับปี 2563
หรือในกรณีที่การรวมธุรกิจนั้นมีลักษณะวมธุรกิจแล้วตามข้อ 8 ของประกาศฉบับปี 2549 ข้อ 9 ของประกาศฉบับปี 2561 ที่ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นการขออนุญาตไปในตัวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ควบรวมธุรกิจที่จะได้ไม่ต้องยืนคำขอช้ำซ้อนเพราะในกรณีที่เข้าข่ายตามข้อ 8 ของประกาศฉบับปี 2549 กสทช. ก็มีอำนาจอนุญาตตามข้อนั้นได้อยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการรวมธุรกิจจึงต้องดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการใช้อำนาจดังกล่าว กสทช.จะต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วนระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการพัฒนากิจการโทรคมนาคมด้วย
ทั้งนี้ ตามข้อ 8 การถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน โดยการเข้าซื้อหรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละสิบของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อดวบคุมนโยบายหรือการบริหารธุวกิจของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นทั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำโดยทางตรงหรือทางอ้อมผ่านตัวแทนจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ โดยผู้รับใบอนุญาตที่ประลงค์จะเข้าไปถือครองธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่แจ้งแก่คณะกรรมการเพื่อขออนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาว่าการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามวรรคหนึ่งอางส่งผลให้เกิดการผูกขาต หรือลด หรือจำกัดการแบ่งขันการให้บริการโทรคมนาคม คณะกรรมการมีอำนาจสั่งห้ามได้
ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่า วันนี้ (21 ก.ย.) ที่มีการประชุมบอร์ดนั้น คงยังไม่มีการลงมติเรื่องนี้เพราะบอร์ดบางท่านยังติดภารกิจที่ต่างประเทศ และบอร์ดทุกคนเคยระบุไว้แล้วว่า จะต้องอ่านหนังสือจากกฤษฎีกาด้วยตัวเองก่อนจะพิจารณาลงมติใดๆ
"โดยในวันที่ 28 ก.ย.จะไม่มีการประชุมบอร์ดเพราะนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานบอร์ด นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ และตัวผมต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศ ดังนั้น การพิจารณาตัดสินดีลนี้น่าจะเกิดขึ้นต้นเดือนต.ค.หรือวันที่ 5 ต.ค.นี้ เพราะความเห็นส่วนตัวไม่จำเป็นต้องนัดประชุมวาระพิเศษ ให้เป็นการประชุมตามรอบปกติ แต่ในท้ายที่สุดบอร์ดจะอนุญาตให้เกิดการควบรวมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของบอร์ดที่จะเกิดขึ้น" นายไตรรัตน์ กล่าว
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์