กรมอุตุฯ–สสน. เตือนร่องมรสุมเลื่อนลงใต้ 13–16 ต.ค. เสี่ยงฝนตกหนักมาก
นายชัยชาญ สิทธิวรนันท์ ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศกลาง กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ปริมาณฝนสะสมภาพรวมทั่วประเทศตั้งแต่มกราคมถึงปัจจุบัน ต่ำกว่าค่าปกติ 5% และช่วงวันที่ 1–11 ตุลาคมที่ผ่านมา ยังต่ำกว่าค่าปกติราว 2% แต่ภาคกลางบางแห่งฝนตกมากกว่าปกติ 10–20% และภาคตะวันออกมากกว่าปกติราว 30% ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม ปริมาณฝนภาพรวมจะเริ่มลดลง แต่นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นไป ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยช่วงวันที่ 13–16 ตุลาคม ด้านตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก หลังจากวันที่ 17 ตุลาคม ฝนจะลดลง เว้นแต่ภาคใต้ที่จะยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง
ขณะที่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) คาดการณ์ว่า ภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12–13 ตุลาคม โดยพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก ได้แก่ จังหวัดตรัง พังงา พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา และนราธิวาส ส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2569 แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้และคาดว่าปริมาณฝนจะน้อยกว่าค่าปกติ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยขึ้นได้
เร่งระบายน้ำบางปะกง–องครักษ์ คาดคลี่คลายกลางเดือน พ.ย.
นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมกว่า 2 ชั่วโมงว่า ปัจจุบันเขื่อนหลัก 4 แห่ง ยังรองรับน้ำได้อีกพอสมควร จุดที่ยังน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง และบริเวณอำเภอองครักษ์ ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องดันน้ำ เร่งสูบน้ำออกคลองแนวดิ่งเพื่อดันออกสู่ทะเล คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเติมเพิ่ม สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ และเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ฝนที่ตกลงมาเมื่อวานนี้เป็นฝนสะสมทำให้เกิดน้ำท่วมขังรอการระบาย แต่แม่น้ำสายหลักยังคงรองรับปริมาณน้ำได้อีกจำนวนมาก และระดับน้ำยังคงต่ำกว่าตลิ่ง
เตรียมพร้อมรับมือฝนใต้ ซ่อมอาคารชลประทานหาดใหญ่เสร็จ ต.ค. นี้ – กทม. ตั้งศูนย์วิกฤต 24 ชม.
ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูฝน กรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เคยเสียหายจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ พร้อมทั้งประเมินข้อมูลฝนแปลงเป็นน้ำท่าเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มีการระดมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่จากภาคเหนือและภาคอีสานเข้ามาช่วยเร่งสูบน้ำขังอย่างเต็มที่ พร้อมตั้ง "ศูนย์ประสานงานการจัดการน้ำในสภาวะวิกฤต" เพื่อเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง