ภายหลังซักถามปากคำ และเข้าจับกุมตรวจค้น พล.ต.อ.สำราญ ได้นำทีมแถลงข่าว ระบุว่า ในการจับกุมครั้งนี้ ได้มีการดำเนินการตรวจสอบ พบหมู่บ้านหรู 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ บางนา-สวนหลวง , บางนา-วงแหวน , พระราม 9-ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา และพบบ้านพร้อมที่ดิน 94 หลัง กว่า 33 ไร่ 95 บริษัท ซึ่งถือครองโดยนอมินีคนไทย และพบผู้ต้องหาจำนวน 96 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องดำเนินทั้งหมด โดยจะต้องมีการประสาน ปปง. เข้ามาร่วมปฏิบัติการ เนื่องจากพบมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง บ้านพร้อมที่ดิน กว่า 6,000 ล้านบาท
และจากการสอบปากคำนายเชา ผู้ต้องหา เข้าเมืองไทยครั้งแรกปี 2560 ตอนนั้นยังไม่มีหมายแดง และก่อคดีฆาตกรรมที่ประเทศจีน มีผู้เสียชีวิต 3 คน และรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ เมื่อก่อคดีแล้ว ก็หลบหนีไปกัมพูชา ไปทำพาสปอร์ตซึ่งใช้เงิน 85,000 ดอลลาร์ และยังพบว่าเข้าไป “เมียวดี” และ “ชเวก๊กโก” คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ และเข้ามาซื้อบ้านและที่ดินโดยผ่านต้นน้ำก็คือบริษัทจดทะเบียน “ลอว์เฟิร์ม” และจากการตรวจค้นจับกุมยังพบคนไทยที่อยู่ในบริษัทนี้ แต่คนไทยดังกล่าวไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหุ้นส่วนบริษัท และอ้างว่า เคยกู้เงินออนไลน์และถูกเอกสารหลักฐานไปใช้ เลยต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ส่วนบ้านจะต้องทำการยึดไว้ตรวจสอบ
และคดีนี้ ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาต่างชาติ 11 คน ทั้งชาวจีน และสหรัฐฯ
พล.ต.อ.สำราญ บอกอีกว่า พบข้อมูลสำคัญด้วยว่าบ้านที่ตรวจสอบใน 4 โครงการ 94 หลังที่ตรวจยึดนั้น มีการเอาไปปล่อยให้เช่าต่อ 3 หลัง ในราคา 350,000 / 50,000 / 40,000 บาท ตามลำดับ แต่เมื่อ 3-5 เดือนนี้ ยังไม่มีคนเข้ามาเก็บค่าเช่า คาดว่าเจ้าของบ้านที่เป็นชาวจีน จะเฝ้าระวัง และติดตามข่าวตั้งแต่ตำรวจเปิดปฏิบัติการเฟส 1 และเชื่อว่าคงหลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว
โดยหลังจากนี้จะมีการขยายผลต่อ และไปตรวจสอบหมู่บ้านในกรุงเทพว่ามีหมู่บ้านที่ไหนอีกบ้าง เพราะกลุ่มคนพวกนี้ใช้เงินสดซื้อบ้าน และยังเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พนันออนไลน์
ส่วนผู้ต้องหา จากการตรวจสอบ ก็ไม่ได้รู้จักกับ บริษัทลอว์เฟิร์ม และไม่รู้จักกับคนไทยที่มาเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นนอมินีให้ด้วย อย่างทั้ง 94 หลังที่ตรวจยึด พบความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มเอเจนซีขายบ้านและอสังหาริมทรัพย์ที่ชาวต่างชาติ มาติดต่อขอซื้อบ้านตามโครงการต่างๆ แต่ติดปัญหาเรื่องการเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถซื้อหรือถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ จึงได้มีการแนะนำสำนักงานกฎหมายเข้ามาช่วยจัดตั้งบริษัทหลบเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบของการตั้งบริษัทหุ้นส่วนคนไทย 51% หุ้นส่วนชาวต่างชาติ 49% และทั้งหมดไม่ได้รู้จักกัน อาจจะมีบางส่วนที่รู้จักเท่านั้น
ทั้งนี้จะให้ชุดสืบสวนไปขยายผลถึงแนวทางการติดต่อและการประกาศเพื่อเชิญชวนให้มาจดทะเบียนบริษัทโดยใช้นอมินี เพื่อซื้อบ้าน เพราะเบื้องต้นพบว่า บริษัทลอว์เฟิร์ม ที่ใช้ในการให้คำปรึกษากับชาวจีนมีหลายบริษัท อยู่ระหว่างตรวจสอบ ขยายผลว่า เป็นบริษัทใดบ้าง
พล.ต.อ.สำราญ บอกเลยว่า ปฏิบัติการนี้ถือเป็นการกวาดบ้านให้สะอาด “อนาคต ลอว์เฟิร์มไหนกล้าก็ลองดู ถ้ายังจะทำต่อไปอีก”
ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นนอมินีชาวไทยให้กับบริษัทนายเชา เพื่อซื้อบ้านนั้น อ้างด้วยว่า ตนเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ยอมรับว่าเคยไปกู้เงินออนไลน์ ปี 2565 และเคยให้เอกสารทั้งหมดไป แต่เรื่องบริษัทนอมินีไม่รู้เรื่องและยอมรับว่า รู้สึกตกใจและงงมาก กลัวเป็นสแกมเมอร์ เพราะมีหมายจับศาลไปที่บ้านในปีนี้ ซึ่งในหมายระบุว่าตนเองมีหุ้นส่วน 400 ล้านบาท ก็ยิ่งรู้สึกตกใจเข้าไปอีก เพราะตนเองไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย และยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนกับคนจีนด้วย