ขณะที่ นายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กล่าวว่า จากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ น่าน ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ สามารถรองรับน้ำได้ทั้งหมด ไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่าง ส่วนการระบายน้ำท้ายเขื่อนจะระบายให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเกษตรของประชาชน
ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวาน 30-40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานการณ์แนวโน้มเริ่มดีขึ้น โดยมีการบริหารจัดการน้ำแบบสมดุล ทั้งน้ำด้านเหนือ ด้านข้าง และการระบายน้ำ ณ วันนี้มีการลดการระบายน้ำทางด้านตอนล่างจาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยค่อยๆ ลดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่ผ่านมา และจะคงระดับที่ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเวลา 13.00 น. พร้อมทั้งลดการระบายน้ำออกทางฝั่งแม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก ตามลำดับ ส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำระดับน้ำลดลงอีก 10-25 เซนติเมตร โดยน้ำส่วนนี้จะผ่านจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และออกสู่อ่าวไทย โดยจะไม่ผันน้ำเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่จะระบายลงสู่อ่าวไทยโดยตรง
ส่วนภาคตะวันตก ทางฝั่งลุ่มน้ำแม่กลอง กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงที่จะถึงนี้ จึงมีการเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำหน้าเขื่อนแม่กลองเพื่อรองรับน้ำฝน แต่เนื่องจากฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้บริเวณอำเภอไทรโยคมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งบางจุด น้ำที่ไหลมาถึงเขื่อนแม่กลองวันนี้ระบายอยู่ที่ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานกว่า 100 ลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาคร จะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50 เซนติเมตร แต่คาดว่าปริมาณน้ำที่มาเติมจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากปริมาณฝนน้อยกว่ารอบที่ผ่านมา
ส่วนภาคใต้ ตั้งแต่ตอนต้น ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจานยังควบคุมการระบายน้ำวันละประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ท้ายน้ำ โดยปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเพชรอยู่ที่ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับน้ำอยู่ที่ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้มีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง โดยระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเพชรไปทางตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งศักยภาพของลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองเพชรบุรีรับได้ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้ระบายเพียงครึ่งเดียว จึงยังไม่มีผลกระทบในเขตตัวเมืองเพชรบุรี
สถานการณ์น้ำที่ยังต้องเฝ้าระวังอยู่ในส่วนของภาคตะวันออก โดยพื้นที่ตอนบนฝั่งแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นจุดรวมระหว่างแม่น้ำนครนายกกับแม่น้ำปราจีนบุรี พื้นที่ตอนบนของแม่น้ำนครนายกเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนพื้นที่ตอนล่างแถบอำเภอองครักษ์ ปริมาณน้ำค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลหนุนและน้ำที่มาเติมจากฝั่งปราจีนบุรี ขณะที่ลำน้ำปราจีนบุรี ตั้งแต่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรีตอนต้น สถานการณ์น้ำลดลงต่อเนื่อง โดยจะส่งผลกระทบในส่วนของตัวเมือง ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ
ส่วนทุ่งรับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งท่าแห หรือทุ่งบางพลวง ขณะนี้ปริมาณน้ำยังคงทรงตัว และจะค่อยๆ ระบายออกตามระบบชลประทาน โดยปริมาณน้ำที่ระบายขณะนี้อาจกระทบกับพื้นที่ฝั่งจังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่บางน้ำเปรี้ยว บางคล้า พนมสารคาม และอำเภอเมือง จะทำให้ระดับน้ำทรงตัวถึงสูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากอิทธิพลน้ำทะเลหนุน แต่หลังจากน้ำทะเลลดระดับลง สถานการณ์จะดีขึ้น ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ และกรมชลประทาน ได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และเรือผลักดันน้ำไปติดตั้งเพื่อเร่งระบายน้ำ คาดว่าสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ