เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึก 4 เหตุผล ทำไม "กรุงเทพฯโซนตะวันออก" น้ำยังแช่นาน

04 ต.ค. 2569 | apirak_pra

เจาะลึก 4 เหตุผล ทำไม "กรุงเทพฯโซนตะวันออก" น้ำยังแช่นาน

เจาะลึก 4 สาเหตุสำคัญ ทำไมพื้นที่ "โซนตะวันออก" และรอยต่อสมุทรปราการ ถึงยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขัง-น้ำเริ่มส่งกลิ่นเน่าข้ามสัปดาห์

เจาะลึก 4 สาเหตุสำคัญ ทำไมพื้นที่ "โซนตะวันออก" และรอยต่อสมุทรปราการ ถึงยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขัง-น้ำเริ่มส่งกลิ่นเน่าข้ามสัปดาห์

KEY

POINTS

  • พื้นที่โซนตะวันออกเป็นที่ลุ่มต่ำแต่เดิม ทำให้หมู่บ้านหลายแห่งมีระดับต่ำกว่าถนนสายหลัก น้ำจึงไหลมารวมขังและระบายออกได้ยาก
  • คลองและบึงรับน้ำในพื้นที่โดยรอบเต็มความจุจากฝนที่ตกสะสม ทำให้ไม่สามารถสูบน้ำที่ท่วมขังออกไปเพิ่มได้
  • การขยายตัวของเมืองไปชิดขอบปริมณฑลซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ ทำให้ระบบท่อระบายน้ำเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อนและระบายได้ช้า
  • หมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมมีลักษณะกระจายตัวอยู่ตามซอยย่อย ทำให้การเข้าช่วยเหลือและติดตั้งเครื่องสูบน้ำทำได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง

ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้เผชิญกับปรากฏการณ์ฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่าภาวะ "ฝนแช่" ซึ่งเป็นฝนที่ตกซ้ำซ้อนในพื้นที่เดิมติดต่อกันหลายวัน จนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจุดทั่วเมืองหลวง

 

แม้ว่าในเวลาต่อมา บริเวณศูนย์กลางเศรษฐกิจและถนนสายหลักส่วนใหญ่ในตัวเมืองจะสามารถระบายน้ำออกจนแห้งเป็นปกติแล้ว แต่กลับพบปัญหาใหญ่ตามมา นั่นคือ "ความเหลื่อมล้ำในการระบายน้ำ" เนื่องจากมีประชาชนในหลายชุมชนและหมู่บ้านจัดสรร โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ฝั่งตะวันออก (เช่น เขตลาดกระบัง, ประเวศ, ร่มเกล้า, บึงกุ่ม) รวมถึงพื้นที่รอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ ต้องตกอยู่ในสภาพ "จมน้ำ" มายาวนานกว่า 1 สัปดาห์ จนน้ำเริ่มเปลี่ยนสีและส่งกลิ่นเน่าเหม็น กระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างหนัก

คำถามสำคัญคือ ทำไมน้ำในพื้นที่เหล่านี้ถึงแช่ขังนาน และระบายออกได้ช้ากว่าจุดอื่น? ทีมข่าวเนชั่นสรุป 4 สาเหตุหลักได้ดังนี้

  1. สภาพพื้นที่เป็น "ที่ลุ่มต่ำ" ซ้ำซาก: หมู่บ้านจัดสรรและเคหะชุมชนจำนวนมากในแถบนี้ ก่อสร้างมานานตั้งแต่ในอดีต ทำให้ระดับพื้นดินของหมู่บ้านตั้งอยู่ในจุดลุ่มต่ำ และอยู่ต่ำกว่าระดับถนนสายหลัก น้ำจากภายนอกจึงไหลเข้ามารวมขังได้ง่ายแต่ระบายออกเองไม่ได้

  2. เมืองขยายตัวชิดขอบปริมณฑล: ชุมชนลักษณะนี้ขยายตัวลึกเข้าไปในพื้นที่ขอบกรุงเทพฯ ติดกับเขตจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ ทำให้ระบบท่อและทางระบายน้ำเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน

  3. คลองและบึงรับน้ำธรรมชาติ "น้ำเต็มความจุ": ปริมาณมวลน้ำที่ท่วมขังสูง ไม่สามารถสูบระบายออกไปไหนได้ เนื่องจากคลองสาขาและบึงรับน้ำโดยรอบถูกน้ำฝนสะสมจนเต็มความจุเกือบทั้งหมด ไม่เหลือพื้นที่รองรับน้ำเพิ่ม

  4. ความช่วยเหลือเข้าถึงยากจากจุดท่วมกระจายตัว: ขณะที่เขตเมืองชั้นในสามารถตั้งเครื่องสูบน้ำระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้รวดเร็ว แต่หมู่บ้านในโซนตะวันออกมีจำนวนกระจายตัวกระจุกอยู่ตามซอยย่อยหลายแห่ง ทำให้การจัดสรรเครื่องสูบน้ำและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือไม่เพียงพอและล่าช้า

ความเดือดร้อนดังกล่าวสะท้อนชัดเจนในพื้นที่ หมู่บ้านเมืองทอง การ์เด้น ซอยพัฒนาการ 65 ซึ่งด้านในหมู่บ้านยังมีน้ำท่วมสูงถึงระดับเข่าขังนานกว่า 1 สัปดาห์จนเริ่มเน่าเสีย แม้ถนนใหญ่หน้าปากซอยจะแห้งแล้วก็ตาม โดยชาวบ้านคาดหวังให้ กทม. เร่งเข้าช่วยเหลือโดยเร็ว

 

เช่นเดียวกับ หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ จ.สมุทรปราการ ที่กลายเป็น "มหากาพย์จมน้ำ" ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน บางจุดลึกถึงระดับอกและคอ จน นายก อบจ.สมุทรปราการ และ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ต้องร่วมกันระดมเครื่องสูบน้ำกู้พื้นที่ให้แห้งภายใน 3 วัน ก่อนฝนใหม่จะมาซ้ำ
 

ข่าวล่าสุด