กทม.แจงยกเลิกแก้มลิงคู้บอน ยันไม่เอื้อนายทุน งบพุ่งหมื่นล้าน
03 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กทม. แถลงชี้แจงกรณีเลิกโครงการแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไร้การเอื้อประโยชน์นายทุน แจงงบเวนคืนที่ดินพุ่ง 1.1 หมื่นล้าน ไม่คุ้มค่า เปลี่ยนใช้อุโมงค์ยักษ์แก้สู้น้ำท่วม
ข่าว
03 ต.ค. 2569 | titayu_pur

กทม. แถลงชี้แจงกรณีเลิกโครงการแก้มลิงคู้บอน-บางชัน ยันไร้การเอื้อประโยชน์นายทุน แจงงบเวนคืนที่ดินพุ่ง 1.1 หมื่นล้าน ไม่คุ้มค่า เปลี่ยนใช้อุโมงค์ยักษ์แก้สู้น้ำท่วม
KEY
POINTS
3 ตุลาคม 2569 กรุงเทพมหานคร โดย รองปลัด กทม. และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ร่วมตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการประกาศยกเลิก โครงการแก้มลิง บึงคู้บอนและบางชัน หลังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่ม นายทุน เอกชน โดยระบุสาเหตุหลักเกิดจากราคาประเมินเวนคืนที่ดินพุ่งสูงขึ้นถึง 11,000 ล้านบาท แต่กักเก็บน้ำได้น้อย จึงปรับแผนมุ่งพัฒนา อุโมงค์ระบายน้ำ และบึงหนองบอนที่มีประสิทธิภาพคุ้มค่างบประมาณกว่า
นายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ (TEAM GROUP) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการยกเลิกโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนเอกชนรายใด
แต่เป็นผลมาจากการประเมินด้านความคุ้มค่าของงบประมาณและต้นทุนการเวนคืนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่สามารถกักเก็บได้จริง
กทม. จึงปรับแผนมุ่งเน้นการพัฒนาระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น โครงการอุโมงค์ยักษ์และบึงหนองบอน ซึ่งมีความจุขนาดใหญ่และสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืนกว่า
สำหรับความเป็นมาของโครงการแก้มลิง 6 จุด เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2554-2556 ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดย กนช. มีมติให้นำน้ำผ่านพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ กทม. 110 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อมาบริษัทที่ปรึกษาจึงเสนอให้ทำแก้มลิง 6 จุดในพื้นที่เอกชน (เช่น คู้บอน และบางชัน)
อย่างไรก็ตาม โครงการเผชิญกับปัญหาการเวนคืนที่ดินจากการคัดค้านของเจ้าของพื้นที่ นอกจากนี้ ในอดีตเมื่อปี 2556 การคำนวณงบประมาณอิงตามราคาประเมินของกรมที่ดินซึ่งต่ำมาก (ประมาณ 324 ล้านบาท) แต่เมื่อกระบวนการยืดเยื้อมาถึงช่วงหลังปี 2560 และต้องอ้างอิงราคาตลาด พบว่าราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทะยานขึ้นไปถึง 11,000 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าที่ดิน ค่าปรับปรุงคลองเข้า-ออก อาคาร ประตูน้ำ และสถานีสูบน้ำ
ในด้านความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ แก้มลิงคู้บอนสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่บางชันเก็บได้ราว 250,000 ลูกบาศก์เมตร รวม 2 จุดเก็บน้ำได้ราว 700,000-750,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เมื่อเทียบกับกรณีฝนตกหนักที่มีปริมาณน้ำนอกคันกั้นสูงถึงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจะเต็มแก้มลิงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถรับเพิ่มได้อีก กทม. จึงประเมินว่ามีความคุ้มค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณระดับหมื่นล้านบาท พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาเป็นไปตามระเบียบและหลักการทางวิศวกรรม ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานถาวรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
โดยบึงหนองบอน เป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการปริมาตรน้ำเข้า-ออกได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุรวมเกือบ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าแก้มลิงขนาดเล็กหลายเท่า
ส่วนอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายหนองบอน ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ช่วยดึงน้ำจากคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองลาดพร้าว เพื่อระบายออกได้อย่างรวดเร็ว บรรเทาปัญหาน้ำท่วมฝั่งตะวันออก เช่น มีนบุรี บางกะปิ ลาดกระบัง กิ่งแก้ว และร่มเกล้า
ส่วนการปรับปรุงระบบคลองหลักและอุโมงค์ยักษ์ รับน้ำผ่านคลองหลัก 4 สายจากตอนเหนือและตะวันออก (คลองถนน ลำหม้อแตก พระยาสุเรนทร์ และสามวา) รวมถึงอุโมงค์คลองเปรมประชากรที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยรับน้ำจากตอนเหนือระบายตรงลงแม่น้ำเจ้าพระยา
สำหรับมาตรการบริหารจัดการในระยะสั้นและระยะกลาง กทม. ได้บริหารจัดการประตูน้ำเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำจากคลองแสนแสบทะลักลงคลองประเวศบุรีรมย์ เมื่อระดับน้ำสูง พร้อมเร่งผันน้ำออกทางสถานีสูบน้ำพระโขนง คลองสามเสน และอุโมงค์หนองบอน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ที่มีน้ำท่วมขังในเขตลาดกระบังเป็นเวลานาน ในเหตุการณ์ฝนตกหนักล่าสุด กทม. สามารถระบายน้ำในพื้นที่ให้ลดลงจนเกือบหมดได้ภายใน 3 วัน
ส่วนการคาดการณ์ปริมาณฝนรอบใหม่ จากการประชุมร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนในระลอกถัดไปจะไม่รุนแรง (ประมาณ 60 มิลลิเมตร) โดย กทม. จะติดตามแบบจำลองสภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง