🔵สถานการณ์น้ำเขื่อนขุนด่านฯ และหลักการบริหารจัดการ
เมื่อถามถึงปริมาณน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ในช่วงเช้าวันนี้ นายวิทยาเปิด เผยว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 219 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นราว 98% ของความจุ
สำหรับคำถามเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ให้เขื่อนแตก หรือหากปล่อยระบายน้ำมากเกินไปจะทำให้พื้นที่นครนายกท่วมหนักขึ้นจนกระทบชาวบ้านอย่างไร นายวิทยา ระบุว่า กรมชลประทานกำลังบริหารจัดการน้ำภายใต้น้ำก้อนใหญ่และข้อจำกัดหลายเรื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ "ความปลอดภัยของประชาชนท้ายเขื่อน" และ "การรักษาความมั่นคงของตัวเขื่อน" ซึ่งต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการระบายน้ำและการกักเก็บน้ำ โดยดูทั้งปริมาณฝนที่ตกลงมาในเขื่อน ปริมาณน้ำเข้า และปริมาณน้ำออก เพื่อให้เกิดความสมดุลกับพื้นที่ด้านท้ายน้ำมากที่สุด
ส่วนประเด็นการเปิดระบายน้ำในปัจจุบัน อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า ขณะนี้ยังมีการระบายน้ำผ่านทางสปิลเวย์ประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างน้ำเข้าและน้ำออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวเขื่อนและพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุล
🔵เบื้องหลังคำสั่ง "ปิดระบายน้ำเขื่อน"
เมื่อซักถามถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนายพลพีร์เดินทางไปประชุมที่ จ.นครนายก และมีตัวแทนกรมชลประทานเข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายวิทยา ชี้แจงว่า ปกติแล้วทางกรมชลฯ จะมีผู้อำนวยการเขื่อนขุนด่านฯ คอยดูแลประจำในพื้นที่ (จากเขื่อนที่กรมชลฯ ดูแลทั่วประเทศ 496 แห่ง เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง และเขื่อนขนาดเล็กกว่า 400 แห่ง) ซึ่งในวันดังกล่าว ผอ.เขื่อนขุนด่านฯ น่าจะอยู่ร่วมประชุมเพื่อรายงานข้อมูลและข้อเท็จจริงให้ รมช.พลพีร์ ทราบ
เมื่อถามว่าหลังการประชุม รมช.พลพีร์ ให้ข่าวว่ามีมติให้ "ปิดเขื่อนขุนด่านฯ" นั้นเป็นความจริงหรือไม่ นายวิทยา ตอบว่า การเปิดหรือปิดระบายน้ำในเขื่อนต้องพิจารณาจากข้อมูลหลายด้าน ได้แก่ 1. ปริมาณฝนที่ตกเข้ามาในเขื่อน และ 2. สภาพพื้นที่ท้ายน้ำเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานั้นปริมาณน้ำเข้าเขื่อนมีความสมดุลหรือสามารถชะลอได้ เนื่องจากสถานการณ์และปริมาณน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกชั่วโมง
เมื่อย้ำคำถามว่า นายพลพีร์ประกาศให้ "ปิดระบายน้ำเขื่อน" แล้วมีการปิดจริงหรือไม่ นายวิทยา ระบุว่า มีการชะลอการระบายน้ำท้ายเขื่อนจริง และมีการกลับมาเปิดระบายน้ำเขื่อนต่อหลังจากมีข้อมูลปัจจัยเสี่ยงรายงานเข้ามา
🔵การจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อื่นๆ
สำหรับกรณีอ่างเก็บน้ำคลองสียัด (เขื่อนสียัด) จังหวัดฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ที่มีรายงานปริมาณน้ำเกิน 100% แล้วนั้น มีแนวทางการจัดการอย่างไร นายวิทยา ตอบว่า หลายเขื่อนมีการกักเก็บน้ำเกินความจุ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ที่น้ำเกินความจุและส่งผลกระทบต่ออำเภอแกลง จังหวัดระยอง ทางกรมชลฯ ได้ใช้หลักการบริหารจัดการให้มีความสมดุลระหว่างปริมาณน้ำเข้าและน้ำที่ระบายออก
"ในกรณีที่ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีฝนตกลงมาในเขื่อนระยะเวลาสั้นๆ แต่ปริมาณน้ำสูงจนเกินความจุของหลายเขื่อน จริงๆ แล้วการบริหารจัดการเขื่อนจะมีแผนการดำเนินงานโดยอิงจากสถิติประมาณ 30 ปี แต่ทุกๆ 7 วัน ทางกรมชลฯ จะมีการวิเคราะห์และคาดการณ์ล่วงหน้า หากมีฝนตกลงมาเพิ่มก็จะพิจารณาว่าจะบริหารจัดการ "เก็บน้ำ" หรือ "ระบายน้ำ" อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะหากเก็บน้ำไว้มากเกินไปก็อาจเป็นอันตราย แต่หากเก็บน้ำไว้น้อยเกินไปก็จะไม่มีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้ง" อธิบดีกรมชลประทาน เผย