ครม.เคาะหยุดพิเศษ 28-29 ก.ย. 4 จว.รับน้ำท่วม ชงแผน 2.5 แสนล.
27 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ครม.เคาะวันหยุดพิเศษ 28-29 ก.ย. กทม.และ 3 ปริมณฑล รับมือน้ำท่วม ยกเว้นค่าทางด่วนถึงเที่ยงคืน 29 ก.ย. แบงก์เปิดปกติ จ่อชงแผนน้ำ 2.5 แสนล้าน
ข่าว
27 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ครม.เคาะวันหยุดพิเศษ 28-29 ก.ย. กทม.และ 3 ปริมณฑล รับมือน้ำท่วม ยกเว้นค่าทางด่วนถึงเที่ยงคืน 29 ก.ย. แบงก์เปิดปกติ จ่อชงแผนน้ำ 2.5 แสนล้าน
KEY
POINTS
27 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เผยผลประชุม ครม.นัดพิเศษ ประกาศให้วันที่ 28-29 ก.ย. เป็นวันหยุดราชการพิเศษ ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพื่อเปิดทางหน่วยงานเร่งรับมือวิกฤต น้ำท่วม พร้อมสั่งขยายเวลายกเว้นค่าทางด่วน-โทลล์เวย์ฟรีถึงเที่ยงคืน 29 ก.ย. โดยที่ธนาคารและตลาดทุนยังเปิดปกติ เพื่อให้กลไกเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้วันจันทร์และวันอังคารที่ 28–29 กันยายนนี้ เป็นวันหยุดราชการพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชน
ส่วนธนาคารและตลาดหลักทรัพย์ยังคงเปิดทำการตามปกติ เนื่องจากต้องเชื่อมโยงการดำเนินงานกับตลาดทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ ได้ขยายเวลายกเว้นค่าผ่านทางทางด่วนและดอนเมืองโทลเวย์ออกไปอีก 2 วัน ตามช่วงวันหยุดดังกล่าว โดยจะยกเว้นค่าผ่านทางจนถึงเที่ยงคืนวันที่ 29 กันยายน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและดอนเมืองโทลเวย์ที่ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
เมื่อถามถึงการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในช่วงประกาศวันหยุด นายอนุทินกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีหยุดไม่ได้ โดยวันพรุ่งนี้ (28 ก.ย.) เป็นวันธงชาติไทย จะเดินทางมาร่วมเคารพธงชาติที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้า จากนั้นจะแยกย้ายกันลงพื้นที่
นายอนุทินกล่าวว่า เดิมวันนี้ตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก และพระนครศรีอยุธยา แต่เนื่องจากสภาพอากาศปิด เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถขึ้นบินได้ และนักบินไม่แนะนำให้เดินทาง จึงต้องปรับแผนและพิจารณาพื้นที่อื่นที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้
ส่วนการประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 29 กันยายน ยังคงมีตามปกติ รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและต้องสนับสนุนการประชุม ครม. ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ใดเพิ่มเติมหลังเสร็จภารกิจวันธงชาติ นายอนุทินกล่าวว่า อยู่ระหว่างวางแผน เพราะการลงพื้นที่มีประโยชน์ในการเห็นปัญหาจริง โดยเฉพาะพื้นที่ที่รถขนส่งและสิ่งของไม่สามารถเข้าไปถึง ขณะที่ภายในชุมชนยังมีผู้ประกอบการและร้านอาหารอยู่
นายอนุทินยกตัวอย่างการลงพื้นที่ช่วงเช้าว่า ได้ถือโอกาสเหมาซื้ออาหารจากผู้ประกอบการในชุมชนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนและช่วยผู้ประกอบการในชุมชนไปพร้อมกัน พร้อมย้ำเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. ว่า หากมีการเบิกจ่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถอธิบายได้ ก็ให้ดำเนินการได้ทันที โดย ครม. เห็นชอบในหลักการดังกล่าว
“ถ้าใครไม่เห็นชอบ พวกเราก็มาหารกันเอง” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามถึงการจัดตั้งวอร์รูมด้านการสื่อสาร นายอนุทินกล่าวว่า ในวันที่ 28 กันยายน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะเปิดศูนย์แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลการสื่อสารทั้งหมดและสื่อสาร เพื่อประชาชน รวมถึงเชิญหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องการสื่อสารกับประชาชนมาแถลงข้อมูล โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ
ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นายอนุทินกล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศ จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี และตาก จะมีฝนตกหนัก แต่รัฐบาลได้รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้าแล้ว จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการตัดสินใจและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแจ้งเตือนภัยว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่บางครั้งประชาชนอาจไม่เข้าใจศัพท์หรือข้อมูลทางเทคนิค จึงขอให้ปรับการสื่อสารให้ใช้ภาษาที่สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมตัว อพยพ หรือขนย้ายทรัพย์สินได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย
เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน นายอนุทินกล่าวว่า ภาพรวมถือว่าดีมาก โดยหลายหน่วยงานให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า แม้กรุงเทพมหานครจะเป็นเขตปกครองพิเศษและมีกฎหมายเฉพาะ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้ทำความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดเจนกับกรุงเทพมหานคร
“นายชัชชาติ” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ระบุว่าพร้อมทำงานเต็มที่ และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล การประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ประสบภัยไม่ได้เป็นการโยนความรับผิดชอบ แต่เป็นการเปิดทางให้การช่วยเหลือจากรัฐบาลสามารถเข้าไปถึงประชาชนได้ ถือเป็นการผนึกกำลังจากทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
“ส่วนตัวกับนายชัชชาติรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ระหว่างอยู่ต่างประเทศก็มีการสื่อสารกัน และลงพื้นที่ด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในระยะยาว นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้รอดูการดำเนินการในวันที่ 29 กันยายน พร้อมเปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้ย้ำให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการนำเสนอโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาว
ประกอบด้วยโครงการชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โครงการบางบาล–บางไทร และโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งมีประมาณ 3–4 แนวทางที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้
นายอนุทินกล่าวว่า หากโครงการเหล่านี้เริ่มดำเนินการก่อนหน้านี้ ขณะนี้บางโครงการอาจเดินหน้าไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว ดังนั้น งบประมาณที่จะต้องใช้ในการเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ควรนำมาพิจารณาใช้กับโครงการแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วย เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ศึกษาและเสนอแนวทางก่อสร้างแก้มลิงและอ่างเก็บน้ำ โดยนายอนุทินกล่าวว่า โครงการที่มีแนวคิดเรื่อง “แก้มลิง” เป็นแนวทางที่ควรนำมาพิจารณา เนื่องจากเป็นแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
นายกรัฐมนตรีระบุว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและการวางแผนอย่างรอบคอบ ส่วนตัวตั้งใจที่จะผลักดัน เพราะเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินโครงการดังกล่าว แต่เมื่อปัจจุบันมีโอกาสและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว จะไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า
“ตั้งใจที่จะทำ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยเช่นนี้อีกต่อไป” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินยอมรับว่า โครงการดังกล่าวอาจไม่แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 ปี แต่หากไม่เริ่มต้นในวันนี้ ระยะเวลา 7 ปีก็จะถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ พร้อมระบุว่า การเริ่มต้นดำเนินโครงการถือเป็นความกล้าหาญและเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพราะหากไม่ดำเนินการใด ๆ ก็อาจกลายเป็นการส่งต่อปัญหาให้รัฐบาลชุดต่อไป ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดยังคงเป็นประชาชน
สำหรับโครงการชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี หรือเฉลี่ยปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่โครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกใช้งบประมาณประมาณ 9 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาต่อไป