รศ.ชูโชค บอกอีกว่า พื้นที่ภาคเหนือช่วงนี้ ยังถือว่ามีความเสี่ยงหลายพื้นที่ ซึ่งแบ่งแยกได้เป็นสองแบบ คือพื้นที่เสี่ยงต้นน้ำ เช่น พื้นที่อำเภอปัว หลายอำเภอที่มีลักษณะคล้ายกัน ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ก็คือ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง ที่เป็นพื้นที่เชิงเขาที่ลาดชันสูง และมีชุมชนอาศัยอยู่ การเฝ้าระวังก็คือติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต้นน้ำอย่างใกล้ชิด
อีกพื้นที่หนึ่ง ที่มีความสำคัญคือ น้ำที่เข้าท่วมในเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำถือว่ามีความเสี่ยงทั้งหมด เพราะแม่น้ำในปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่ถูกบีบให้แคบ อย่างในพื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน พื้นที่เหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้ เพราะเรามีเวลาบริหารจัดการหลายชั่วโมง ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีเวลาขนย้ายทรัพย์สินที่มีค่าออกไป โดยเฉพาะรถยนต์
ยกตัวอย่างในจังหวัดน่านปีนี้ เทศบาลเมืองน่าน และพื้นที่อำเภอภูเพียง ความเสียหายของทรัพย์สินที่ประชาชนได้รับผลกระทบนั้นน้อยลงแน่นอน เพราะเรามีระบบเตือนภัยล่วงหน้า อีกทั้ง เรามีข้อมูลยืนยันว่า หากมีระบบเตือนภัยที่ดี แม่นยำ ประชาชนเชื่อถือ ความเสียหาย จากเหตุการณ์น้ำท่วมจะลดลงได้ถึงร้อยละ 30
"วันนี้ถือว่าจังหวัดน่านดำเนินการได้ค่อนข้างดี เพราะมีการฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติ มีการทำแผนเผชิญเหตุที่ลงตัว แต่ในเมืองพื้นที่ไข่แดง พื้นที่เศรษฐกิจต้องวางแผนรับมือ พื้นที่นี้มีเวลาพอที่จะเตือนให้ได้ เช่นเดียวกับตัวเมืองของเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดแพร่ พะเยา น่าเป็นห่วง เพราะมีเวลาที่ได้รับการแจ้งเตือน เพื่อบริหารจัดการไม่ให้เกิดความเสียหายเยอะขึ้น"