เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ ชี้ ฝนปัว เกิดจาก "เรนบอมบ์" ระบบเตือนภัยยังดีไม่พอ

20 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

นักวิชาการ ชี้ ฝนปัว เกิดจาก "เรนบอมบ์" ระบบเตือนภัยยังดีไม่พอ

นักวิชาการ มช. ชี้ ฝนตกหนัก อ.ปัว จ.น่าน ทะลุ 380 มม. เกิดจากปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" ซ้ำยังขาดระบบเตือนภัยที่ดี เตือนพื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน

นักวิชาการ มช. ชี้ ฝนตกหนัก อ.ปัว จ.น่าน ทะลุ 380 มม. เกิดจากปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" ซ้ำยังขาดระบบเตือนภัยที่ดี เตือนพื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน

KEY

POINTS

  • ฝนปัวเกิดจากเรนบอมบ์: ฝนตกหนักสะสมกว่า 380 มม. นาน 12 ชม. ทำน้ำทะลัก อ.ปัว ชี้เป็นปรากฏการณ์เรนบอมบ์
  • ขาดระบบเตือนภัยชุมชน: ชี้พื้นที่ต้นน้ำยังขาดระบบ CBDRM ให้ชุมชนดูแลตนเอง เตือน อ.ฝาง-แม่แตง เชียงใหม่ เสี่ยงสูงเช่นกัน
  • เตือนภัยดีลดเสียหาย 30%: ยืนยันหากมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำและชุมชนเชื่อถือ จะช่วยลดมูลค่าความเสียหายได้ถึง 30%

20 สิงหาคม 2569 รศ.ชูโชค อายุพงษ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์สาเหตุฝนตกหนักในพื้นที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน จนเกิดน้ำป่าไหลหลากสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยระบุว่าเกิดจากปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" (Rain Bomb) หรือฝนตกหนักเข้มข้นในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งวัดปริมาณฝนสะสมได้สูงสุดกว่า 380 มิลลิเมตร ยาวนานติดต่อกันกว่า 12 ชั่วโมง

รศ.ชูโชค เปิดเผยว่า พื้นที่ต้นน้ำจังหวัดน่านเกือบทุกอำเภอ มีความเสี่ยงทั้งหมด เพราะเป็นที่ลาดชันสูง อีกทั้งจังหวัดน่านเป็นพื้นที่ร่องฝนและมีโอกาสฝนตกมากที่สุดในบรรดาจังหวัดภาคเหนือ ขณะที่พื้นที่อำเภอปัว มีฝนตกหนัก ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง วัดปริมาณฝนสะสมได้มากสุด กว่า 380 มิลลิเมตร

 รศ.ชูโชค อายุพงษ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ฝนตอนนี้ตกเข้มข้นมาก ทำให้น้ำไหลลงเข้าสู่พื้นที่ทันที ยากที่จะหนีได้ เพราะปริมาณน้ำนั้นถือว่ารุนแรง และตกหนักในช่วงกลางคืน แม้จะมีการเตือนภัยเบื้องต้น แต่ประชาชนยังไม่มีการอพยพ 

ขณะเดียวกันพื้นที่อำเภอปัว ยังไม่มีการใช้ระบบเตือนภัยที่ดีพอ อย่างระบบ CBDRM การบริหารจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพราะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องดูแลตัวเองให้ได้ ในช่วงที่ฝนตกหนัก ซึ่งต้องมีการวางแผนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ในการเตือนภัย ในการเฝ้าระวัง หากจะรอให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการ เกรงว่าจะไม่ทัน เพราะเป็นพื้นที่เส้นเลือดฝอยและมีความลาดชันสูง 

"ครั้งนี้อาจจะเป็นโชคร้ายที่มีปริมาณน้ำฝนมากจริง ๆ  ถือว่าเป็น "เรนบอมบ์" ซึ่งที่ไหนก็เกิดได้  ทำให้เราป้องกันยาก แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องเน้นหนักในเรื่องที่ว่า อนาคตหากเกิดสถานการณ์แบบนี้อีก คนในพื้นที่อำเภอปัวจะมีการเฝ้าระวังอย่างไร"

นักวิชาการ ชี้ ฝนปัว เกิดจาก "เรนบอมบ์" ระบบเตือนภัยยังดีไม่พอ

รศ.ชูโชค บอกอีกว่า พื้นที่ภาคเหนือช่วงนี้ ยังถือว่ามีความเสี่ยงหลายพื้นที่ ซึ่งแบ่งแยกได้เป็นสองแบบ คือพื้นที่เสี่ยงต้นน้ำ เช่น พื้นที่อำเภอปัว หลายอำเภอที่มีลักษณะคล้ายกัน ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ก็คือ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง ที่เป็นพื้นที่เชิงเขาที่ลาดชันสูง และมีชุมชนอาศัยอยู่ การเฝ้าระวังก็คือติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต้นน้ำอย่างใกล้ชิด

อีกพื้นที่หนึ่ง ที่มีความสำคัญคือ น้ำที่เข้าท่วมในเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำถือว่ามีความเสี่ยงทั้งหมด เพราะแม่น้ำในปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่ถูกบีบให้แคบ อย่างในพื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน พื้นที่เหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้ เพราะเรามีเวลาบริหารจัดการหลายชั่วโมง ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีเวลาขนย้ายทรัพย์สินที่มีค่าออกไป โดยเฉพาะรถยนต์ 

ยกตัวอย่างในจังหวัดน่านปีนี้ เทศบาลเมืองน่าน และพื้นที่อำเภอภูเพียง ความเสียหายของทรัพย์สินที่ประชาชนได้รับผลกระทบนั้นน้อยลงแน่นอน เพราะเรามีระบบเตือนภัยล่วงหน้า  อีกทั้ง เรามีข้อมูลยืนยันว่า หากมีระบบเตือนภัยที่ดี แม่นยำ ประชาชนเชื่อถือ ความเสียหาย จากเหตุการณ์น้ำท่วมจะลดลงได้ถึงร้อยละ 30 

"วันนี้ถือว่าจังหวัดน่านดำเนินการได้ค่อนข้างดี เพราะมีการฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติ มีการทำแผนเผชิญเหตุที่ลงตัว แต่ในเมืองพื้นที่ไข่แดง พื้นที่เศรษฐกิจต้องวางแผนรับมือ พื้นที่นี้มีเวลาพอที่จะเตือนให้ได้ เช่นเดียวกับตัวเมืองของเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดแพร่ พะเยา น่าเป็นห่วง เพราะมีเวลาที่ได้รับการแจ้งเตือน เพื่อบริหารจัดการไม่ให้เกิดความเสียหายเยอะขึ้น"

นักวิชาการ ชี้ ฝนปัว เกิดจาก "เรนบอมบ์" ระบบเตือนภัยยังดีไม่พอ  

ข่าวล่าสุด