เนชั่นทีวี

ข่าว

ขยายผลคดี "กุมารจีน" สวมสัญชาติไทย พบผู้ต้องสงสัยกว่า 60 ราย

17 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

ขยายผลคดี "กุมารจีน" สวมสัญชาติไทย พบผู้ต้องสงสัยกว่า 60 ราย

“รองผบ.ตร.” ลุยเด็ดขาด ขยายผลคดี “กุมารจีน” สวมสิทธิ์สัญชาติไทย พบผู้ต้องสงสัยกว่า 60 ราย เร่งออกหมายที่เหลือ พร้อมเปิดทางผู้แสดงตัวสละสัญชาติ

“รองผบ.ตร.” ลุยเด็ดขาด ขยายผลคดี “กุมารจีน” สวมสิทธิ์สัญชาติไทย พบผู้ต้องสงสัยกว่า 60 ราย เร่งออกหมายที่เหลือ พร้อมเปิดทางผู้แสดงตัวสละสัญชาติ

KEY

POINTS

  • เช็กบิลแก๊งกุมารจีนสวมสัญชาติไทย: ตรวจพบผู้ต้องสงสัยทุจริตสวมสัญชาติไทยอีก 62-64 ราย ออกหมายจับแล้ว 40 หมาย เร่งล่าอีก 22 ราย
  • ขยายผลลุยสอบโรงพยาบาลเอกชน 5 แห่ง: สงสัยเอี่ยวออกใบรับรองเกิดทิพย์ เจ้าหน้าที่รัฐ 2 รายที่โดนรวบก่อนหน้ายังปิดปากเงียบปฏิเสธทุกข้อหา
  • สละสัญชาติ ยังต้องถูกดำเนินคดี: ดักทางแก๊งถือ 2 พาสปอร์ตหนีคดี ยันทำตามนโยบายนายกฯ ล้างบางทุนเทาทุกสัญชาติไม่มีเว้น

17 กรกฎาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีขบวนการรับแจ้งเกิดและสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติ หรือ คดี “กุมารจีน” ว่า จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ 2 รายที่ถูกจับกุม พบว่ามีการรับแจ้งเกิดหรือเกี่ยวข้องกับการตรวจรับแจ้งเกิดประมาณ 162-164 ราย เมื่อนำข้อมูลมาตรวจสอบ พบว่ามีผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัยราว 62-64 ราย โดยก่อนหน้านี้ตำรวจได้ดำเนินคดีไปแล้วประมาณ 40 หมาย ขณะนี้ยังเหลืออีกประมาณ 22 หมายที่จะต้องดำเนินการต่อ

ขณะนี้ เริ่มมีผู้ที่เกี่ยวข้องทยอยเข้ามาประสานงานเพื่อขอสละสัญชาติไทย และสอบถามแนวทางแก้ไขปัญหา โดยตำรวจได้หารือร่วมกับกรมการปกครอง เห็นว่าควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ พร้อมดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยหากได้มาโดยมิชอบ แต่ในส่วนของความผิดที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อพิจารณาต่อไป ขณะที่คดีในส่วนเดิมยังเหลือการดำเนินการอีกประมาณ 20-22 ราย

ส่วนการขยายผลไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้ขยายผลไปแล้วประมาณ 4-5 โรงพยาบาล โดยเป็นการขอความร่วมมือให้ตรวจสอบข้อมูล หากดำเนินการถูกต้องก็สามารถแก้ไขได้ตามขั้นตอน แต่หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า โรงพยาบาลอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนชาวต่างชาติ 2 รายที่เข้ามาแสดงตัวเองว่าจะสละสัญชาติ เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าการแจ้งเกิดหรือการดำเนินการต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์อะไร ใครเป็นผู้แนะนำ และมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีความคืบหน้าจะชี้แจงอีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เราจับกุมมาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ได้ให้การอะไรเพิ่มเติม

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าโรงพยาบาลตามแนวชายแดนอาจมีลักษณะการกระทำในรูปแบบเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ยินดีรับข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยได้หารือกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขกำลังตรวจสอบในส่วนของตนเอง ขณะที่ตำรวจร่วมกับชุด DOPA Night ก็กำลังพิจารณาแนวทางดำเนินการ หลังมีผู้เข้ามาขอสละสัญชาติแล้ว 2-3 ราย

"คดีดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ฝั่งธนบุรี แต่การขยายผลจะดำเนินการตามพยานหลักฐาน ไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้ว่าจะเกี่ยวข้องกี่พื้นที่หรือกี่โรงพยาบาล ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงของคดี"

สำหรับข้อมูลที่ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “สส.โตโต้” นำมามอบให้ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ได้ส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวนรับไปดำเนินการแล้ว และคาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวทางการสืบสวน ซึ่งตำรวจจะทยอยตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาแสดงตัวและให้ข้อมูล เพราะทำให้การสอบสวนและขยายผลทำได้ง่ายกว่าการจับกุมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้ต้องหาหลายรายมักปฏิเสธข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ตรวจสอบชาวต่างชาติทุกสัญชาติที่กระทำผิด โดยยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวข้องกับคนละสัญชาติ ทั้งในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน จึงไม่ควรเหมารวมว่ามีเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

ยืนยันแนวทางตามนโยบายนายกรัฐมนตรีว่า ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ไม่สามารถเข้ามาอ้างอิทธิพล หรือแสดงพฤติกรรมเหนือกฎหมายในประเทศไทยได้ แต่หากเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ลงทุน ก็ต้องได้รับการอำนวยความสะดวก และการดูแลอย่างเท่าเทียม เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ

ส่วนปัญหาการสวมสิทธิ์ถือบัตรประชาชนไทยและการถือสองสัญชาติโดยมิชอบ พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นประเด็นด้านความมั่นคง เพราะผู้ที่ถือสองสัญชาติอาจก่อเหตุในประเทศหนึ่งแล้วกลับมาใช้สัญชาติอีกประเทศ เพื่อหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นได้ โดยผู้ที่เข้ามามอบตัวหรือขอสละสัญชาติจะถูกสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดต่อไป

ข่าวล่าสุด