ภายหลังการพูดคุย มาดามเก่งกลับให้ตนและต้อม นครสวรรค์ เป็นผู้รับซื้อพระชุดดังกล่าว โดยแบ่งกันคนละครึ่ง มูลค่ารวม 75 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากราคาซื้อขายเดิม 65 ล้านบาทอีก 10 ล้านบาท โดยส่วนต่างดังกล่าวเป็นกำไรของมาดามเก่ง
ขณะที่พระเครื่องทั้ง 53 องค์ เป็นหน้าที่ของตนและต้อม นครสวรรค์ ที่ต้องนำไปขายต่อ เพื่อนำเงินจำนวน 75 ล้านบาทมาเคลียร์กับมาดามเก่ง ก่อนที่มาดามเก่งจะนำเงินไปชำระต่อให้กับเจน ปิยะทัศน์ อีกทอดหนึ่ง
แต่ต่อมา ตนและต้อม นครสวรรค์ กลับมีปัญหาเรื่องการจำหน่ายพระ ไม่สามารถหาเงินมาได้ทันกำหนด ทำให้เช็คจำนวน 12 ฉบับ ที่เคยเซ็นมอบไว้ให้กับมาดามเก่ง ไม่สามารถขึ้นเงินได้ทั้งหมดตั้งแต่ฉบับแรก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื่อยมา
นอกจากนี้ หนุ่ม นครปฐม ยังเปิดเผยถึงกรณีหนี้สินกว่า 100 ล้านบาทกับมาดามเก่งว่า เป็นเรื่องจริง เนื่องจากทำธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทำร่วมกันมานาน
อีกประเด็นสำคัญ คือเหตุการณ์ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 โดยหนุ่ม นครปฐม เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ มาดามเก่งเป็นผู้ติดต่อให้ออกไปพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพื่อพูดคุยสรุปบัญชีหนี้สิน และให้ตนไปเปิดห้อง Private Room รอไว้ก่อน
แต่เมื่อเดินทางไปถึงและนั่งรออยู่ภายในห้องได้ไม่นาน กลับมีชาย 2 คน เดินเข้ามาก่อเหตุทำร้ายทันที โดยใช้อาวุธของแข็งฟาดเข้าที่ศีรษะหลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
"หนุ่ม นครปฐม เชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับมาดามเก่งโดยตรง เนื่องจากวันและเวลานัดหมาย มีเพียงตนและมาดามเก่งเท่านั้นที่รับรู้"
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเปิดเผยอีกว่า หลังถูกทำร้าย สุขภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งอาการมึนงง ความจำลดลง และสายตาพร่ามัว โดยเฉพาะในวันเกิดเหตุที่ภาพตรงหน้าดับวูบไปชั่วขณะ
ขณะที่คดีทำร้ายร่างกายจนถึงขณะนี้ เวลาผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว แต่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ และทุกวันนี้ยังคงใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง พร้อมยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน