"บิ๊กโจ๊ก" สู้ยิบตา! ทนายแฉ "คลิปเสียงปลอม" AI สร้าง ชี้ "คดีสินบนทองคำ" ส่อแท้ง
21 เม.ย. 2569 | natthanan_chu

"บิ๊กโจ๊ก" สู้ยิบตา! ทนายแฉ "คลิปเสียงปลอม" AI สร้าง ชี้ "คดีสินบนทองคำ" ส่อแท้ง ตำรวจทำผิดขั้นตอน ไม่มีอำนาจสอบ
ข่าว
21 เม.ย. 2569 | natthanan_chu

"บิ๊กโจ๊ก" สู้ยิบตา! ทนายแฉ "คลิปเสียงปลอม" AI สร้าง ชี้ "คดีสินบนทองคำ" ส่อแท้ง ตำรวจทำผิดขั้นตอน ไม่มีอำนาจสอบ
21 เมษายน 2569 ที่โรงแรมฮิลตัน กรุงเทพฯ แกรนด์ อโศก นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงปม "คดีสินบนทองคำ" หลังมีคลิปเสียงหลุดอ้างว่าเป็นเสียงของบิ๊กโจ๊กสนทนากับผู้ต้องหาในเชิงชี้นำคดี
"รองหนึ่ง" โผล่ร่วมสังเกตการณ์
บรรยากาศก่อนเริ่มงานเป็นที่ฮือฮา เมื่อ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย (รองหนึ่ง) อดีตลูกน้องคนสนิทบิ๊กโจ๊ก เดินทางมาถึง แต่เพื่อความเหมาะสมจึงเลือกลงไปฟังผ่านระบบออนไลน์ที่ล็อบบี้แทน
ขณะที่ทนายสัญญาภัชระสั่ง "เชิญตำรวจออกนอกห้อง" ย้ำนี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับสื่อมวลชนเท่านั้น
ขณะที่มีรายงานว่าการแถลงข่าววันนี้ล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดประมาณ 30 นาที เพราะนายสัญญาภัชระ มีการหารือกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก่อนจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
ต่อมา นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ทางด้านของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ คือคู่กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะฉะนั้นการที่แถลงข่าวต้องขอเรียนว่าเป็นการแถลงส่วนตัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และเป็นสถานที่ส่วนตัวที่เชิญเฉพาะสื่อมวลชน อีกทั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำชับมาว่า ในวันนี้ถ้าคนไหนเป็นตำรวจและอยู่ในห้องขออนุญาตเชิญออกอย่างเป็นทางการ ถ้าตนแถลงแล้วไปผิดข้อกฎหมายข้อก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรีบรายงานนาย
โดยย้ำว่าที่ตนขึ้นมาแถลงข่าวช้าเพราะจะให้โรงแรมเคลียร์กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเราไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าที่เข้ามามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างไร ถ้าเกิดเข้ามาเพื่อให้การดำเนินการในการแถลงข่าวเป็นไปโดยไม่ราบรื่นหรือหนักกว่านั้นเป็นเจตนาที่จะทำให้การแถลงข่าวเกิดปัญหาก็จะเป็นภาพที่ไม่ดี
ทั้งนี้ นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า ตนยึดหลักการมาตลอดเรื่องที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อเพราะไม่อยากให้เกิดข้อขัดแย้งและไม่อยากเอาข้อกฎหมายหรือการดำเนินการในกระบวนยุติธรรมมาพิพากษาผ่านหน้าจอ
หลังจากนั้น ทนายความ ได้แถลงข่าวไล่ยาวเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที
โดย ทนายความ ได้บอกในช่วงต้นว่า การดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมี 2 ระบบ คือระบบกล่าวหาสำหรับคดีทั่วไป และระบบไต่สวนสำหรับคดีพิเศษที่เป็นกฎหมายเฉพาะ
ซึ่งในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกตินั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 236 และมาตรา 237 ได้บัญญัติขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาต่อประธานรัฐสภา เพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้แต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" มาดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริง
ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่ระบุว่าอำนาจไต่สวนเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระเท่านั้น
นอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ทนายความยังได้อ้างถึงบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 ที่วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 324/2547) และบันทึกกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และต้องแนะนำให้ผู้กล่าวหาดำเนินการตามขั้นตอนพิเศษของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อคัดค้านสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนส่งมอบให้อัยการพิจารณา
พร้อมกันนี้ยังได้โต้แย้งการแถลงข่าวของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่าอาจเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าวที่กระทบต่อคดีและละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
ซึ่งหากคลิปดังกล่าวได้มาโดยการดักฟัง ย่อมมีความผิดตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 21 และไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย โดยย้ำว่าตามหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีสิทธิที่จะไม่ถูกประจานหรือลบหลู่เกียรติยศชื่อเสียงผ่านสื่อทุกแขนง
ทั้งนี้ ทนายความ ระบุว่า ตนได้พูดคุยกับบิ๊กโจ๊ก ยืนยันว่า คลิปเสียงดังกล่าว ไม่ใช่เสียงของบิ๊กโจ๊กอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันใช้เทคโนโลยีลอกเลียนแบบได้ พร้อมทั้งมีการสาธิตให้ดูว่าใครก็สามารถทำได้จริง พร้อมทั้งยอมรับว่า นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด มีความสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง เพราะในอดีตนายสามารถ เคยมาขอคำปรึกษาเรื่องคดีความระหว่างทนายตั้มและเจ๊อ้อย ขอให้บิ๊กโจ๊กหาทนายความให้ จนได้ทนายอู๊ดมาดูแล
หลังจากนั้น นายสามารถก็ได้บินไปพักรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนจะเกิดเรื่องคดีนี้ ดังนั้นลูกความของตนไม่ได้กดดันให้นายสามารถหนีออกจากประเทศไป และทันทีที่เกิดเรื่องลูกความของตนก็ติดต่อนายสามารถไม่ได้อีกเลย
อีกทั้ง ทนาย ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในคลิปเสียงมีบางช่วงที่มีการสะอื้น หรือร้องไห้ เป็นเพราะว่าต้องการจะทำให้ชี้นำสังคม เพราะทุกอย่างสามารถทำขึ้นมาเองได้เพื่อให้สมจริง และในคลิปเสียง บิ๊กโจ๊กก็พูดจาไม่ได้ติดขัด ดูไม่เป็นตัวเอง
ตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาดัดแปลง และถึงแม้ว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการออกมาเปิดเผยว่าคลิปเสียงดังกล่าวผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐานแล้วว่าเป็นคลิปเสียงจริง ตนก็ยืนยันที่จะเป็นทนายความให้กับบิ๊กโจ๊กต่อไป
ส่วนสาเหตุที่บิ๊กโจ๊กไม่มาแถลงข่าวเองก็ยืนยันว่า เจ้าตัวไม่ได้หลบหนี สื่อมวลชนก็ยังสามารถเข้าพบได้ตลอดเวลา และบิ๊กโจ๊กก็แต่งตั้งตนเป็นทนายความแล้ว จึงอยากให้ตนเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว
#บิ๊กโจ๊ก #สุรเชษฐ์หักพาล #สินบนทองคำ #คลิปเสียงบิ๊กโจ๊ก #พงสไม่มีอำนาจ #ทนายสัญญาภัชระ #รองหนึ่ง #ภาคภูมิพิศมัย #ข่าวอาชญากรรม #AIเสียงปลอม