“ยิม เลียก” ร่อนแถลงการณ์ แจง 8 ข้อ ไม่เกี่ยว “สแกมเมอร์ – เฉินจื้อ”
25 ก.พ. 2569
“ยิม เลียก” ร่อนแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชน แจงยิบ 8 ข้อ ไม่เกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่เกี่ยว “เฉิน จื้อ” ไม่มีความสัมพันธ์กับ “แตงไทย”
ข่าว
25 ก.พ. 2569
“ยิม เลียก” ร่อนแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชน แจงยิบ 8 ข้อ ไม่เกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่เกี่ยว “เฉิน จื้อ” ไม่มีความสัมพันธ์กับ “แตงไทย”
25 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ส่งสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้กับ อัยการสำนักงานคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมี คดีกรณี น.ส.แตงไทย กรณี นายยิม เลียก และภรรยา , นายเบน สมิธ และ ภรรยา กับพวก รวมอยู่ด้วย โดยมีการกล่าวหาว่า มีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม และพบข้อมูลการทำธุรกรรม เชื่อมโยงไปยังนายเบน ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน โดยส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ อาทิ ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท
ล่าสุด มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทนงานด้านการสื่อสารในนามของ ยิม เลียก ประธาน และกรรมการบริษัท ของ BIC Group และเป็นประธาน BIC Bank ธนาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา ส่งแถลงการณ์ของ ยิม เลียก ให้กับสื่อมวลชน เนื้อหาชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้ข้อกล่าวหา พร้อมกับแสดงหลักฐานต่างๆ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการณ์สแกมเมอร์ รวมถึงถ้อยแถลงและข้อกังวลเกี่ยวกับคดีนี้ ที่มีการเรียกลูกชายวัย 6 ขวบด้วย ระบุว่า
บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ คุณและ ยิมจ์ (Mr. Leak Yim) และ คุณวิรินยา ยิมจ์ ภรรยายิม เลียก ขอแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิของ ครอบครัวลูกความดังต่อไปนี้
1.คุณและ ยิมจ์ ไม่เคยถือสัญชาติไทย คุณและ ยิมจ์ไม่เคยมีสัญชาติไทยและไม่เคยถือหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศไทยมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น การนำเสนอข่าวเรื่อง "การเพิกถอนหนังสือเดินทาง" จึงเป็นข้อมูลไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีสัญชาติและหนังสือเดินทาง (Passport) ให้เพิกถอนตามกฎหมาย
2.การเดินทางออกนอกประเทศเป็นไปตามแผนธุรกิจ คุณและ ยิมจ์ และภรรยาเดินทางออกจากประเทศไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามขั้นตอนปกติ ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อปฏิบัติภารกิจทางธุรกิจในต่างประเทศ มิใช่เป็นการการหลบหนีการตรวจสอบหรือเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
3.ความคืบหน้าในระดับสากล ข้อเท็จจริงปรากฎชัดว่า รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ทำการ "ถอดถอนชื่อของลูกความออกจากร่างกฎหมาย U.S. Dismantle Foreign Scam Syndicates Act" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญระดับสากล ที่ควรนำมาพิจารณาอย่างเป็นธรรม
4.ข้อกล่าวอ้างว่ามีความเชื่อมโยงโดยปราศจากพยานหลักฐานอันมีน้ำหนักเพียงพอตามมาตรฐาน แห่งการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม ลูกความ "มิได้เป็นคู่ความ" และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลอื่น เช่น นายเฉิน จื้อ หรือคดีอื่นๆ ที่ ถูกนำมาเชื่อมโยง
ทั้งนี้ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชิงประจักษ์เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วม การร่วมลงทุน หรือธุรกรรมทางการเงินใดๆ กับบุคคลดังกล่าว การนำชื่อไปเชื่อมโยงในการแถลงข่าวทั้งที่ปราศจากฐานข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
5. กรณีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลชื่อ “แตงไทย” กับความบริสุทธิ์ใจในฐานะผู้รับเงินปลายทาง จากการปรากฏชื่อของนางสาวแตงไทย ในรายการธุรกรรมนั้น สํานักงานฯ ขอชี้แจงว่า ลูกความไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลดังกล่าว
• กลไกการโอนเงิน ธุรกรรมนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านระบบ "บัญชีตัวแทน รวม" (Pooled Accounts) ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติในภูมิภาคนี้ ลูกความทำการแลกเปลี่ยนเงิน จาก USD เป็นเงินบาทในกัมพูชาเพื่อโอนเข้าบัญชีในไทย
• พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 ลูกความโอนเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้ผู้ให้บริการในกัมพูชา และได้รับเงินโอนเข้าบัญชีในไทยรวม 30,000,000 บาท ในวันเดียวกัน ซึ่งเงินจำนวน 5,000,000 บาท ที่มาจากนางสาวแตงไทยเป็นเพียงกระบวนการภายในของผู้ให้บริการ (Local Settlement) ที่ลูกความไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือรับรู้ตัวตนของผู้ฝากเงินต้นทางได้
• คำพิพากษาของศาลที่เกี่ยวข้อง นางสาวแตงไทยได้ให้การรับสารภาพต่อศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว ว่าเป็น "ผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ" มิใช่อาชญากรที่เกี่ยวข้องกับลูกความโดยตรง
6.การละเมิดสิทธิเด็กและการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมแก่กรณีต่อ "ผู้เยาว์"
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่พยายามขยายผลการสอบสวนไปยังบุตรชายวัยเพียง 6 ปี ของลูกความ
• มีการออกหนังสือเชิญให้เด็กเข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับ "เงินออมส่วนตัวจำนวนเล็กน้อย"
• สํานักงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การนำเด็กในวัยไร้เดียงสาเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทาง กฎหมายที่ซับซ้อน เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่กรณีและอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาฉบับต่างๆ
• ถ้อยแถลงจากครอบครัว : "ในฐานะพ่อ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือ การปกป้องลูกชาย การนำเด็ก 6 ขวบ เข้าสู่การสอบสวนเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับได้"
7.ความผิดปกติของกระบวนการจัดส่งหนังสือราชการ
สํานักงานฯ ขอตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า มีเหตุผิดปกติที่อาจทำให้ลูกความเสียสิทธิในการต่อสู้คดี
• การส่งหนังสือแจ้งในระยะเวลาที่กระชั้นชิดอย่างผิดปกติทำให้ลูกความมีเวลาเตรียมตัว และชี้แจงข้อมูลที่จำกัด
• มีการนำข้อมูลการสอบสวนไปเผยแพร่ผ่านสื่อก่อนที่ลูกความจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจอย่างรุนแรงทั้งที่กระบวนการยังไม่ถึงที่สุด
8. ข้อพิพาทเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน เมื่อการตรวจสอบความสุจริตของบุคคลยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
ลูกความขอตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานในกรณีที่ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินชุดเดิมที่เคย ได้รับการพิสูจน์และคืนทรัพย์สินไปแล้ว
• การตรวจสอบที่สิ้นสุดไปแล้ว : ทรัพย์สินส่วนใหญ่ได้ผ่านกระบวนการชี้แจงและตรวจสอบอย่างละเอียดจนนำไปสู่การคืนทรัพย์สินมาแล้วครั้งหนึ่ง
• ความซ้ำซ้อน : การกลับมาอายัดหรือตรวจสอบในประเด็นเดิม ทรัพย์สินเดิม ถือเป็นความ ซ้ำซ้อนที่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร และขัดต่อหลักความยุติธรรมที่ว่าบุคคลไม่ควรถูกดำเนินคดีซ้ำในเรื่องที่ได้รับการวินิจฉัยไปแล้ว
บทสรุปและจุดยืน
ลูกความยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่บน พื้นฐานของพยานหลักฐานที่ถูกต้อง ทั้งนี้เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และความถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้การบังคับใช้กฎหมาย กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
