svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง ผบ.ตร.สั่ง “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไม่ชอบตาม กม.

09 ม.ค. 2569

เปิดเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยกฟ้อง “ผบ.ตร.-ก.พ.ค.ตร.-นายกฯ” สั่ง “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9 มกราคม 2569  ที่ศาลปกครองสูงสุด ศูนย์ราชการอาคารซี ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 กรณี ผบ.ตร.มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย. 2567 ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ชื่อ BNKMASTER จนถูกดำเนินคดีอาญา และถูกศาลอาญาออกหมายจับ ในความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการทำผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน  
 

อ่านเพิ่มเติม : ศาลยกฟ้อง “บิ๊กต่าย-ก.พ.ค.ตร.-นายกฯ” ชี้ให้ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการชอบตามกฎหมาย

 

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่  3 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 20 มี.ค.2567  ให้ผู้ฟ้องคดี มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. อยู่เช่นเดิมและยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามในมาตรา 4 แห่ง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
 

ผู้ฟ้องคดีจึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 63(2) แห่ง พรบ.ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน
 

และแม้ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอาวุโสลำดับที่ 2 ถัดจากผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อาจเสนอชื่อให้ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 
 

เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง ผบ.ตร.สั่ง “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไม่ชอบตาม กม.

 

 

แต่ในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสแล้ว
 

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวน หรืองานป้องกันปราบปรามประกอบ ทั้งยังต้องพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกันและยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. อีกชั้นหนึ่ง
 

พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ รักษาราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำการพิจารณาทางปกครอง เพื่อมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เป็นกลาง
 

ดังนั้น พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองเรื่องดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 16 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งตามข้อ (1) ของกฎกระทรวง ออกตามความใน พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
 

จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน ก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่ง พรบ.ดังกล่าว 
 

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การดำเนินการที่ต้องมีข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
 

ที่บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนก่อนก็ตาม
 

ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยไม่ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตามมาตรา 117 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2556 ข้อ 3 และข้อ 31 กำหนดให้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่า มีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอจะเชื่อได้ว่า
 

ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาย่อมมีดุลพินิจในการที่จะดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจผู้นั้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้
 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี ระบุข้อความว่าผู้ฟ้องคดี ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหาในความผิดทางวินัย อันเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน
 

เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่ผู้ฟ้องคดีกลับตกเป็นผู้ต้องหาว่า กระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ฟ้องคดียังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ยังคงมีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัย และในคดีอาญา หรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี
 

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้ผู้ฟ้องคดีคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาสั่งพักราชการผู้ฟ้องคดีได้ตามข้อ 3(1) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547
 

ประกอบกับเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย โดยอยู่ต่างสังกัดกันและข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อน จึงย่อมเห็นได้ว่า การสอบสวนพิจารณาเรื่องดังกล่าว จะไม่แล้วเสร็จไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหา ออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.ตร. ดังกล่าว
 

คำสั่งผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุเหตุผลประการหนึ่งว่า ถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 แล้ว และยังฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่สุจริต
 

ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
 

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง 
 

เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง ผบ.ตร.สั่ง “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไม่ชอบตาม กม.