เนชั่นทีวี

ข่าว

สาธารณสุขวิกฤต "น้ำท่วมสงขลา" บุคลากรล้า-เสี่ยงโรคระบาดหลังน้ำท่วม

28 พ.ย. 2568

สาธารณสุขวิกฤต "น้ำท่วมสงขลา" บุคลากรล้า-เสี่ยงโรคระบาดหลังน้ำท่วม

รพ.พื้นที่ภัยพิบัติ จ.สงขลา เผชิญวิกฤตระบบสาธารณสุขพื้นฐาน ภาระงานล้นเกินกำลัง บุคลากรล้า เสี่ยงโรคระบาดหลังน้ำท่วม

28 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลในพื้นที่ภัยพิบัติ จ.สงขลา กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของระบบสาธารณสุขพื้นฐาน เนื่องจากภาระงานที่หนักเกินกำลังบุคลากร ประกอบกับความเสี่ยงด้านโรคระบาดและการขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็ก

ล่าสุด มีการสรุปปัญหาระบบสาธารณสุขที่กำลังเผชิญ (สถานการณ์ปัจจุบัน) ดังนี้

1) ภาระงานล้นระบบ – บุคลากรล้าเกินรับไหว
โรงพยาบาลสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงรายงานว่า บุคลากรทางการแพทย์ล้าอย่างหนัก จากการรับผู้ป่วยต่อเนื่อง บุคลากรต้องแบ่งความสามารถไปดูแลทั้ง ผู้สูงอายุ, เคสฉุกเฉิน, ผู้ป่วยติดเชื้อ, ผู้เสียชีวิต, และ ผู้อพยพจำนวนมาก

ภาวะนี้ทำให้ “ระบบรักษาหน้าที่จำเป็น” ลดประสิทธิภาพลงทันที

2) ผู้สูงอายุจำนวนมาก (19.11%) ของประชากรเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

โดยข้อมูลกรมกิจการผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุในพื้นที่มีเกือบ 1 ใน 5 ของประชากร เป็นกลุ่มที่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ, โรคฉี่หนู, ภาวะขาดเกลือแร่, การกลับมากำเริบของโรคเดิม

3) ความเสี่ยงต่อโรคระบาดหลังภัยพิบัติน้ำท่วม - สภาพไม่ปลอดภัย ทำให้เสี่ยงโรค

  • โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
  • ภาวะขาดเกลือแร่และความร้อน โดยผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยเรื้อรังคือกลุ่มเสี่ยงสำคัญ

4) ทรัพยากรไม่พอเพียง – อาหาร/ยา/เวชภัณฑ์เริ่มขาดแคลน

บุคลากรโรงพยาบาลบางแห่งต้อง แบ่งอาหารให้ผู้อพยพก่อน ทำให้สภาพร่างกายอ่อนล้า เวชภัณฑ์บางรายการใกล้หมด เช่น น้ำเกลือ, อุปกรณ์ฉุกเฉิน, ยาปฏิชีวนะบางชนิด

5) ภาระเด็กเล็กเข้าขั้นวิกฤต – ขาดนมและโภชนาการ

ครอบครัวจำนวนมากต้องออกหาซื้อนม เด็กเล็กเสี่ยงภาวะขาดสารอาหารอย่างรวดเร็ว ระบบช่วยเหลือเด็กยังไม่ถูก activate เต็มรูปแบบ

สิ่งที่ต้องแก้ไข-ดำเนินการเร่งด่วน (ข้อเสนอเชิงระบบ)

1) รัฐต้อง “ระดมสรรพกำลังด้านแพทย์” แบบเหตุฉุกเฉิน (Emergency Medical Surge) ดึงกำลังจากกรมสนับสนุนบริการทางการแพทย์ ,กรมการแพทย์ ,สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ,แพทย์ทั่วประเทศแบบหมุนเวียนเข้าพื้นที่

เป้าหมาย : เพิ่มบุคลากรอีก 2–3 เท่าใน 72 ชั่วโมงแรก

2) ตั้ง “ศูนย์บัญชาการแพทย์ภาคสนาม” (Field Medical Command Center) รวมการสั่งการ 4 ระบบหลัก เพื่อจัดลำดับการรักษาและบริหารเคสได้ถูกต้อง

  • ห้องฉุกเฉิน (ER surge)
  • ผู้สูงอายุ (geriatric care)
  • โรคระบาดหลังน้ำท่วม (disease control)
  • เด็กเล็กและโภชนาการ (child nutrition center)

3) เร่งจัดหาเวชภัณฑ์ + Food & Nutrition Supply แบบพิเศษ 

  • น้ำเกลือ
  • ORS
  • ยาปฏิชีวนะ
  • ชุด PPE 
  • อาหารพร้อมทานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์
  • นมผงสำหรับเด็กเล็ก (สำคัญที่สุด)
  • อาหารผู้สูงอายุแบบพร้อมทาน (soft food)

4) Activate ระบบดูแลผู้สูงอายุเชิงรุก
กรมกิจการผู้สูงอายุควร จัด “ชุดตรวจเชิงรุก” ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ,เปิด hotline เชื่อมต่อกับ รพ.สต. ,จัดทีม อสม./Care Giver เข้าช่วยดูแลผู้สูงอายุที่ bed-bound , ใช้ data 19.11% กำหนดจุดเสี่ยงลำดับแรก

5) ควบคุมโรคฉี่หนูและโรคติดเชื้อทันที

  • แจกยาป้องกัน (Doxycycline) ตามเกณฑ์ความเสี่ยง
  • สร้างทีมพ่นสารควบคุมเชื้อในพื้นที่เสี่ยง
  • รับมือโรคเกลือแร่ขาด ด้วย ORS แบบจุดบริการเร็ว

6) ผู้อพยพต้องมีศูนย์ดูแลสุขภาพเฉพาะ (Refugee Health Point)

  • คัดกรองโรคก่อนเข้าแหล่งพักพิง
  • แยกผู้ป่วยติดเชื้อ
  • ลดภาระบนโรงพยาบาลหลัก

7) ระบบข้อมูลกลางด้านสุขภาพ (Health Crisis Dashboard) เน้นข้อมูล 6 ด้าน

  • จำนวนเตียง
  • จำนวนบุคลากร
  • อัตราผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • สถานะเวชภัณฑ์
  • ผู้สูงอายุ 19.11% (เสี่ยง)
  • เด็กเล็กที่ต้องการโภชนาการ (Critical)