เปิดอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” ทำรัฐเมินกฎหมายปกติ
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ซึ่งเคยร่วมออกแบบการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 และออกแบบศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ในครั้งนั้น ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วความต้องการของรัฐบาลในการจัดการสถานการณ์ที่หาดใหญ่ โดยเฉพาะหากต้องการใช้กำลังทหาร ก็สามารถใช้ “พ.ร.บ.ความมั่นคง” หรือ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ควบคู่กับ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ ได้อยู่แล้ว
วิธีการคือ จัดตั้งศูนย์คล้ายๆ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) เพราะถือเป็นภัยพิบัติ และใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ประกาศพื้นที่เฉพาะ เปิดทางให้ทหารเข้าไปช่วย
อาจารย์ปณิธาน กล่าวว่า หากให้เดาใจรัฐบาล เชื่อว่าต้องการใช้อำนาจบางอย่างที่มีเฉพาะใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ไม่มีใน พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นั่นก็คือ
- คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่ต้องถูกฟ้องร้อง เพราะมีมาตรการคุ้มครองสูงสุด เช่น หากประเมินผิดพลาด ล่าช้า มีคนเสียชีวิต ก็ไม่ถือเป็นความผิด หรือฟ้องร้องเอาผิดไม่ได้
- เมื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะสามารถดึงงบฉุกเฉินออกมาใช้ได้
- ไม่ต้องทำแผนเสนอสภาก่อน เพราะหากใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ต้องเสนอแผนต่อสภา หรือหากใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็ต้องทำแผนก่อนเช่นกัน
- ที่สำคัญ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีอำนาจคุมสื่อได้ทุกประเภท ป้องกันข่าวลือ เฟคนิวส์ หรือการโจมตีรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรมได้
สำหรับอำนาจ “ล้นฟ้า” ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บัญญัติอยู่ในมาตรา 9 ทั้งเคอร์ฟิว ห้ามเสนอข่าว ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามใช้อาคาร และอื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนเกราะป้องกันทางกฎหมายให้กับเจ้าหน้าที่และผู้สั่งการ บัญญัติในมาตรา 17
“พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น”
โครงสร้างรัฐบาล สู้ "มหาอุทกภัยใต้"
- นายกฯอนุทิน บัญชาการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และรักษาการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
- พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. เป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์พื้นที่ จ.สงขลา 25 พ.ย.2568 ถึง 25 ก.พ.2569 (ระยะเวลา 3 เดือน) (ทั้งหมดเป็นไปตามมาตรา 5)
ผลจากการประกาศ
- อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โอนมาเป็นอำนาจของนายกฯ เป็นการชั่วคราว
- เพื่อให้การสั่งการและการแก้ไขสถานการณ์เป็นไปโดยมีเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (มาตรา 7)
ตั้งวอร์รูมส่วนกลาง
- ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศปกฉ.)
- ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
- หน้าที่บูรณาการข้อมูล และบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้การช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และฟื้นฟู มีประสิทธิภาพ
บัญชาการส่วนหน้า
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)
- พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม
- พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม
ทำความรู้จัก “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”
ชื่อทางการ : พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ประกาศใช้ : 20 ก.ค.2548 ในรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
สาเหตุที่ตราเป็น พ.ร.ก. : มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านความมั่นคง จึงอาศัยอำนาจของคณะรัฐมนตรีตรากฎหมายโดยไม่ผ่านสภา (เสนอสภาเห็นชอบในภายหลัง)
วัตถุประสงค์หลัก : รับมือสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังเกิดเหตุการณ์ดับเมืองยะลา เมื่อ ก.ค.2548
รูปแบบการใช้ : ประกาศพื้นที่ที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เพื่อแก้ไขโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้คราวละไม่เกิน 3 เดือน เฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายเวลามาแล้ว 81 ครั้ง ระยะเวลารวมกว่า 20 ปี
เหตุการณ์อื่นที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ :
- ควบคุมและสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ปี 2553
- การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 (ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ)
- อุทกภัยใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พ.ศ.2568