เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

24 พ.ย. 2568

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

นักวิชาการด้านภัยพิบัติ จี้นายกฯอนุทิน ยกระดับสถานการณ์ น้ำท่วมใต้ เป็นสาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ ชี้การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ สำคัญไม่แพ้การลงพื้นที่

24 พฤศจิกายน 2568 จากสถานการณ์น้ำท่วมใต้ โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เข้าสู่สภาวะวิกฤตในขณะนี้ นายธวัฒชัย ปาละคะมาน คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางการจัดทำระบบเตือนภัยแห่งชาติ ผ่านเทคโนโลยีด้านสื่อสารโทรคมนาคม โพสต์ข้อความด่วน ระบุว่า “เวลาเกิดวิกฤตใหญ่ๆ ในประเทศ คำถามที่โผล่ขึ้นมาบ่อยมากคือ “นายกอยู่ไหน ทำไมไม่ลงพื้นที่? ไม่ก็ทำไมนายกต้องลงพื้นที่ตลอดเวลา?”

 

คำถามนี้ไม่ผิดเลยนะครับ เพราะมันสะท้อนความคาดหวังตามธรรมชาติของสังคม ที่อยากเห็นผู้นำไปยืนอยู่ข้างคนที่เดือดร้อนจริง ๆ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น บทบาทของนายกฯในวันวิกฤต ไม่ได้มีแค่ “ไปหรือไม่ไปหน้างาน” เท่านั้น ยังมีมุมของ “การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญไม่แพ้กัน และมักจะเงียบกว่าในสายตาสาธารณะ

 

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

 

เกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ระบบสาธารณภัยของไทย แบ่งระดับสถานการณ์ออกเป็น 4 ระดับ ไม่ได้แบ่งแค่ตามขนาดพื้นที่ แต่แบ่งตาม “ขีดความสามารถในการจัดการ” ของกลไกแต่ละระดับ หมายความว่า ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไม่อยู่ ก็ขยับขึ้นจังหวัด ถ้าจังหวัดเอาไม่อยู่ ก็ขยับขึ้นส่วนกลาง และเมื่อเริ่มลุกลามหลายจังหวัด หลายภาคส่วน ระบบจะดันเรื่องขึ้นไปสู่ระดับชาติ โดยมีบทบาทของนายกฯเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารสูงสุด

 

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

 

แต่อำนาจของนายกฯอนุทินในวันวิกฤต ไม่ได้มีแค่การ “รับรายงาน” หรือ “เยี่ยมพื้นที่” เกร็ดเล็กๆ คือ ยังมีชุดการตัดสินใจที่ “กลไกปกติทำเองไม่ได้” และต้องอาศัยการตัดสินใจจากระดับนี้ เช่น การยกระดับสถานการณ์ให้เป็น “สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ” การอนุมัติใช้เงินสำรองฉุกเฉิน การยืดหยุ่นกฎระเบียบบางอย่างเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงเร็วขึ้น หรือแม้แต่การสั่งให้หน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชากันโดยตรงต้องร่วมกันรับผิดชอบในภารกิจเดียวกัน

อีกมุมหนึ่งที่สำคัญมากคือ ในวิกฤตใหญ่ๆ ระบบปกติของราชการมักจะชะงักเมื่อเจอ “งานที่ไม่มีเจ้าภาพชัดเจน” หรือ “งานที่อยู่ระหว่างหลายกระทรวง” ตรงนี้เองที่บทบาทของนายกฯ ในเชิงอำนวยการเชิงยุทธศาสตร์มีความหมายอย่างมาก เพราะสามารถสั่งการในลักษณะ “ข้ามกระทรวง ข้ามสายบังคับบัญชา” ทำให้เรื่องที่ปกติจะค้างอยู่ในช่องว่างระหว่างหน่วยงาน ถูกดึงขึ้นมาเป็นวาระเดียวกันได้

 

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

 

เกร็ดอีกอย่างที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ การจัดลำดับความสำคัญในวิกฤต เช่น ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรจำกัด เราจะเลือกเสริมกำลังที่จังหวัดไหนก่อน ระหว่างพื้นที่ที่เสียหายหนักอยู่แล้ว กับพื้นที่ที่ยังไม่เสียหายมากแต่มีความเสี่ยงจะพังตามมา ถ้าไม่รีบป้องกันตอนนี้ การชั่งน้ำหนักลักษณะนี้ มักต้องการ “คำสั่งจากระดับบนสุด” เพราะเกี่ยวข้องกับความเสมอภาค ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบทางการเมืองในระยะยาว

 

ในทางปฏิบัติ ศูนย์บัญชาการระดับชาติที่นายกฯนั่งอยู่ ไม่ได้ทำแค่รับกราฟและตัวเลขแล้วจบ แต่ต้องคอยถามคำถามยากๆ กับระบบ เช่น ตอนนี้เรายังสื่อสารกับกลุ่มเปราะบางครบหรือยัง ข้อมูลที่รายงานมามีความคลาดเคลื่อนหรือซ้ำซ้อนแค่ไหน ต้องถอดบทเรียนบางอย่าง “ระหว่างเกิดเหตุ” เลยหรือไม่ เพื่อไม่ให้ซ้ำความผิดพลาดเดิมไปเรื่อยๆ การกล้าตัดสินใจ “ขัดลูกราชการปกติ” บางส่วน เพื่อให้ระบบเดินเร็วขึ้น นี่ก็เป็นอีกบทบาทที่อยู่ในมือของนายกฯโดยตรง

 

แน่นอนว่าการที่นายกฯลงพื้นที่เอง มีพลังเชิงจิตวิทยาและการสื่อสารสูงมาก ทำให้คนรู้สึกว่า “ส่วนกลางเห็นเราแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับอีกความจริงหนึ่งว่า ทุกชั่วโมงที่อยู่บนถนน อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ อยู่ในการลงพื้นที่หนึ่งจุด นั่นคือชั่วโมงที่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าจอที่เห็นข้อมูลทั้งประเทศ ไม่ได้คุยกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน ไม่ได้ประเมินสถานการณ์จากภาพรวมที่เปลี่ยนทุกนาที

 

นักวิชาการ จี้ยกระดับน้ำท่วมใต้ สาธารณภัยร้ายแรงระดับชาติ

 

เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่อง “นายกลงพื้นที่หรือไม่” เลยอาจไม่ควรถูกมองในกรอบ “ถูก–ผิด” หรือ “สนใจ–ไม่สนใจ” แต่ควรมองในกรอบว่า ในแต่ละจังหวะของวิกฤต เวลาไหน นายกฯควร “อยู่ที่ศูนย์บัญชาการ” เพื่อใช้ดาบของอำนาจบริหารให้คุ้มที่สุด เวลาไหน การลงไปเจอของจริงจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายแม่นขึ้น และช่วยเติมความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่โดยไม่ทำให้ระบบบัญชาการสะดุด

 

ถ้าเรามองแบบนี้ คำถามที่น่าชวนคิดอาจเปลี่ยนจาก “ทำไมนายกไม่ลงพื้นที่? หรือลงบ่อยจัง” ไปเป็น “ในจังหวะนี้ นายกฯกำลังใช้บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ และอำนาจตัดสินใจที่เกินกว่ากลไกปกติให้ทำเอง ได้เต็มที่แล้วหรือยัง?” และในทางกลับกัน กลไกระดับจังหวัด ระดับกรม ระดับพื้นที่ ได้รับทั้งอำนาจ ข้อมูล และความไว้วางใจจากส่วนกลางมากพอหรือไม่ ที่จะตัดสินใจในสิ่งที่เขาควรทำได้เอง โดยไม่ต้องรอทุกอย่างจากนายกฯ ตลอดเวลา

 

สุดท้ายวิกฤตใหญ่ๆ ไม่ได้ทดสอบแค่ตัวบุคคลแต่ทดสอบทั้งดีไซน์ของระบบกับวิธีใช้บทบาทของผู้นำว่าสอดคล้องกันแค่ไหน เราเลยชวนมองเรื่องนี้แบบไม่ต้องรีบหาคนผิด แต่ค่อย ๆ ดูว่าทั้งระบบกับผู้นำ เดินไปในจังหวะที่ช่วยกัน หรือดึงกันคนละทิศอยู่หรือเปล่ามากกว่าครับ