นอกจากนี้ ตนเคยได้รับเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องชาวจังหวัดเลย จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครราชสีมา เขาให้รายละเอียดว่า ปกติหากไปรับสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 เดือนจะได้ 4,000 ฉบับ ซึ่งหากขายได้ เขาจะได้เงินประมาณ 3,000-4,000 บาท แต่คราวนี้พอไม่ได้สลากกินแบ่งมา ตนก็ย้อนกลับไปถามว่า หากสมมติว่า "กัน จอมพลัง" ได้สลากกินแบ่ง 200,000 ฉบับต่องวดจริง มันยุติธรรมหรือไม่ เรื่องนี้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะต้องตอบคำถามให้ได้ และไม่ใช่แค่กรณีของนายกัน แต่ตนขอตรวจสอบคนที่ได้โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมด ว่ามีใครเอาโควตาสลากกินแบ่งของคนพิการไปใช้หรือไม่ เพราะคนที่เอาโควตาไปใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนรวยอยู่แล้ว ขับรถ Ferrari บ้าง แต่คนที่ขายสลากกินแบ่ง คนธรรมดาทั่วไปต้องเดินทั้งวันกว่าจะได้เงิน 100-200 บาท
ฉะนั้น คนที่รวยอยู่แล้วไปเอาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งตรวจทราบว่าจะได้เรตราคาประมาณ 60-70 บาท แต่มาขาย 100 บาท และมีการเก็บหักหัวคิว 10 บาท ฉะนั้น ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งได้โควตา 200,000 ฉบับ จะขายได้เงินถึง 4 ล้านบาท 1 ปี จะได้มากถึง 50 ล้านบาท แบบนี้มันยุติธรรมหรือไม่" นายสนธิญา กล่าว
นายสนธิญา กล่าวอีกว่า เรื่องมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ตนใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุว่า การดำเนินการเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วไปเอาประชาชนทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วม และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าในเรื่องของมูลนิธิ ก็จะถือเป็นคดีแผ่นดินอยู่แล้ว
ดังนั้น หากเรื่องนี้มีการกระทำความผิด ก็เข้าข่ายฉ้อฉลบุคคล ซึ่งมีจำนวนเงินมากเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย.นี้ ตนจะไปยื่นเรื่องนี้ให้กับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้คู่ขนานไปกับสำนักงาน ป.ป.ง. เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการตรวจสอบพระ อย่าง "พระอลงกต" หรือกรณีของ "ทนายตั้ม" คนเหล่านี้ก็ล้วนทำเพื่อประชาชน สังคม และประเทศ เมื่อมีกระบวนการที่ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หน่วยงานก็ต้องดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างไม่ละเว้น
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ากรณีของ "กัน จอมพลัง" หากมีการบอกกล่าวกับประชาชนตั้งแต่แรกว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหาร หรือประธานมูลนิธิ หรือบอกให้ประชาชนทราบถึงข้อที่ 39 ของมูลนิธิฯ ว่าหากมูลนิธิฯ มีการยกเลิกจะต้องโอนมรดกทรัพย์สินให้กับมูลนิธิธรรมนัส ถามว่าหากประชาชนรู้ข้อมูล 2 ข้อนี้ เขาจะยังบริจาคเหมือนทุกวันนี้หรือไม่ ซึ่งตนมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ มีความเข้าข่ายมูลฐานความผิดของกฎหมาย ปปง. ประมาณ 2 เรื่อง แต่ในเชิงรายละเอียดว่าเข้าข่ายอะไรบ้างนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ ปปง. ได้ไปตรวจสอบจากพยานหลักฐาน