โดยวิเคราะห์ว่าคนร้ายกลุ่มนี้เป็นขบวนการและกระจายอยู่ จึงรายงานให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทราบ ก่อนนำชุดปฏิบัติการ ศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับ สน.ยานนาวา และ สน.ลุมพินี (พื้นที่พบสติ๊กเกอร์) สืบสวนโดยละเอียด
จากการเดินสำรวจในพื้นที่ จ.กรุงเทพฯ พบสติ๊กเกอร์ QR Code ปริศนาระบุข้อความ “Thai hub Telegram COCAINE KETAMINE MEPH METH MDMA” ถูกติดไว้ตามจุดพักคอยและเสาไฟฟ้าหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ
เมื่อทำการสืบสวนไปก็สร้างความประหลาดใจให้กับชุดสืบสวนเป็นอย่างยิ่ง เพราะกรรมวิธีนั้นเสมือนกลุ่มคนร้ายมาจากโลกอนาคต “ไร้เงา-ไร้ตัวตน” ใช้เทคโนโลยี AI ในการดำเนินการไปพร้อมๆกับกระบวนการส่งมอบยาเสพติดที่เหนือชั้น
แผนประทุษกรรม ของคนร้ายคือ เมื่อมีคนสนใจสั่งซื้อยาเสพติดจะทำการสแกน QR Code บนสติ๊กเกอร์นั้น จากนั้นจะถูกนำเข้าสู่แอปพลิเคชั่น Telegram สนทนาซื้อขายยาเสพติด ซึ่งจะมี "AI Bot" ตอบโต้กับลูกค้าที่จะสั่งซื้อยาเสพติดอย่างเบ็ดเสร็จตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีมนุษย์หรือแอดมินคอยตอบโต้แม้แต่คนเดียว ยากแก่การติดตามตัว
และเมื่อถึงขั้นตอนการทำธุรกรรมซื้อขายยาเสพติดนั้น จะรับชำระผ่านสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น โดย Bot จะตรวจสอบยอดเงินเข้าบัญชีแบบเรียลไทม์ หากลูกค้าโอนเงินยาเสพติดให้แล้ว ระบบจะอนุมัติทันทีโดยไม่ต้องใช้สลิปโอนเงิน และขั้นตอนการส่งมอบยาเสพติดสุดเหนือชั้น เพราะคนร้ายจะไม่ได้เดินทางไปส่งของเมื่อมีการสั่งซื้อ แต่จะให้ลูกค้าเดินทางไปยังจุดที่มีการซุกซ่อนยาเสพติดที่เตรียมไว้อยู่แล้ว ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ โดย AI Bot จะส่งพิกัดพร้อมภาพจุดซุกซ่อนมาให้ลูกค้าทันทีหลังโอนเงิน เสมือนเกมล่าสมบัติมรณะ ให้ผู้ซื้อเดินทางไป "ขุด" หรือ "หยิบ" ของได้เองในพื้นที่ที่เลือกไว้
และที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยกระดับขบวนการนี้เป็น “มหาภัย” คือ กลยุทธ์การขยายเครือข่ายที่ถูกคิดค้นด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะ คือ เมื่อลูกค้าเสร็จสิ้นจากการสั่งซื้อ AI Bot จะเชิญชวนให้ผู้ซื้อผันตัวมาเป็น "ผู้ร่วมธุรกิจ" ผ่านระบบสมาชิก โดยจะมีภารกิจให้ทำหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น 1.แนะนำคนอื่นมาซื้อยาเสพติดจะได้ส่วนลดแบบขั้นบันได , 2.การเป็นนักบิน (คนเดินยาเสพติด) โดยจะถูก AI สั่งการให้นำยาเสพติดไป "ฝัง" หรือ "ซ่อน" ตามที่ต่างๆ โดยการเคลื่อนย้ายลำเลียงยาเสพติดกันเป็นทอดๆ โดยที่สมาชิกต่างคนต่างไม่รู้จักกัน ไม่เคยเห็นหน้ากัน เพื่อป้องกันการถูกจับกุมแล้วซัดทอดถึงตัวการใหญ่
และ 3.การเปิดระบบ API ให้ผู้ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสามารถนำ AI Bot ไปสร้างหน้าร้านของตัวเองได้ โดยกินส่วนต่างค่าคอมมิชชั่น ทำให้เครือข่ายนี้สามารถเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดและยากต่อการปิดกั้น โดยที่ตัวการแท้จริงไร้ตัวตน เพียงแค่ใช้เทคโนโลยี AI สั่งคอยคำนวณและสั่งการให้ทั้งหมด เมื่อกรรมวิธีก่อเหตุทำได้อย่างเหนือชั้นเข้าขั้น ไร้ตัวตน ไร้เงา ชุดสืบสวนใช้เวลาสืบสวนหลายสัปดาห์
จน พล.ต.ต.ธีรเดชฯ งัดกลยุทธ “เกลือจิ้มเกลือ” สงคราม AI จึงได้เริ่มต้นอย่างแท้จริงในยุค 2025 เมื่อชุดปราบปรามยาเสพติด บช.น. ได้ใช้เทคโนโลยี AI ย้อนเกล็ดองค์กรลับ ด้วยกรรมวิธีการสืบสวนแห่งโลกอนาคตเพียง 1 สัปดาห์ ได้พบกับตัวการสำคัญในขบวนการ 2 ราย เป็นชาวรัสเซีย ซึ่งแผนการสืบสวนโดยใช้ AI ทำให้สืบทราบว่า 1 ในตัวการรายสำคัญ กำลังไปตระเวนขุดหลุม ซุกซ่อนยาเสพติดอยู่ในพื้นที่ย่านพัทยา จ.ชลบุรี ชุดปฏิบัติการ ศอ.ปส.บช.น. และ สน.ยานนาวา มุ่งหน้าติดตามไปอย่างเร่งด่วน
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 68 พล.ต.ต.ธีรเดช นำกำลังเข้าชาร์จจับกุม MR.MARK ด้วยยุทธวิธีฉับพลัน ป้องกันมิให้คนร้ายปิดล็อคหน้าจอโทรศัพท์และควบคุมตัวไว้ได้ พร้อมตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือซึ่งยังคงค้างอยู่ในหน้าจอแอปพลิเคชั่น Telegram และจากการตรวจค้นรถตู้ต้องสงสัยพบผลิตภัณฑ์กัญชาจำนวนมาก จากนั้นได้การขยายการจับกุมจนทราบว่า คนร้ายอีก 1 ราย เป็นคนติดสติ๊กเกอร์ ทราบชื่อ MR.IVAN จึงเข้าจับกุมได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ที่อยู่ในมือ ค้างอยู่ในหน้าจอแอปพลิเคชันTelegram และตรวจยึดของกลางใช้ยืนยันการกระทำความผิดอีกหลายรายการ
หลังการจับกุมนำตัว MR.MARK ส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ดำเนินคดี ส่วน MR.IVAN นำส่ง สน.ยานนาวา ดำเนินคดี
ชั้นจับกุม MR.IVAN ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และอ้างว่าเคยพบ MR.MARK แต่ไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนม ส่วน MR.MARK ให้การภาคเสธ รับว่า Overstay แต่ปฏิเสธในเรื่องของกัญชา โดยอ้างว่า มีใบอนุญาตจากแพทย์ให้ใช้กัญชาได้ และมีใบอนุญาตให้ขายกัญชาได้ในนามบริษัท โดยอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 3 ปี แล้ว ส่วนที่ขับรถตู้ตระเวนหอบข้าวของพะรุงพะรังนั้น และชอบยกหม้อหุงข้าวขึ้นห้องพักไปด้วย เนื่องจากเอาไปหุงข้าวญี่ปุ่น ไม่ได้ใช้ผลิตกัญชา ส่วนทรายแมวใช้ดับกลิ่นนั้น ไม่ได้เลี้ยงแมวแต่พกเอาไว้ติดรถเฉยๆ