สำหรับภารกิจเมื่อวานนี้ นักบินได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จ อยู่ระหว่างการเดินทางกลับเพื่อไปยังหน่วยบินที่ จ.กาญจนบุรี แต่เกิดเหตุขึ้นมาก่อน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยัน ว่า เฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ลำที่เกิดเหตุ มีการซ่อมบำรุงตามวงรอบของการบิน โดยล่าสุดซ่อมบำรุงไปเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ถือเป็นมาตรฐานของอากาศยาน และในขณะนั้นก็ไม่ได้พบสิ่งผิดปกติใดๆ รวมถึงก่อนหน้านี้จากการซ่อมบำรุงตามวงรอบ เบลล์ 212 ลำดังกล่าว ก็ไม่เคยมีความผิดปกติอื่นใดเช่นกัน
ส่วนมองว่าเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ลำดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากหรือไม่นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ถ้ามองในเรื่องของปี พ.ศ. ก็จะมองว่านาน เพราะมีอายุกว่า 40 ปี โดยเบลล์ 212 ที่มีใช้ในราชการตำรวจมีทั้งหมด 10 ลำ และในจำนวนนี้มีเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 212 ที่รอจำหน่ายด้วย ส่วนที่ซ่อมบำรุงตามวงรอบและใช้ได้มีอยู่ทั้งหมด 3 ลำ โดยในจำนวน 3 ลำนี้ เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกไปเมื่อวาน ทำให้เหลือเบลล์ 212 อีก 2 ลำ โดยในอายุราชการที่ยังใช้งานอยู่นั้น หลายๆประเทศก็ยังใช้งานแบบนี้ แต่เรามีการตรวจสอบ บำรุง ซ่อมแซม อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงต้องมีการซ่อมบำรุงและตรวจสอบว่าเกิดจากอะไร
และภายใน 2-3 วันนี้ ตนเองรวมถึง พล.ต.อ.กรไชย และฝ่ายบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเดินทางไปที่กองบินตำรวจ เพื่อไปพูดคุยและรับฟังข้อมูล นำมาวางแนวทางการบริหารงานให้กับทางกองบินตำรวจ รวมถึงไปสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักบินด้วย ทั้งนี้ตนเองก็มีกำหนดการใช้อากาศยานในวันเสาร์ที่ 31 พ.ค.2568 มั่นใจในตัวของนักบินและกองบินตำรวจ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตนเองเชื่อว่า เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ความสูญเสียขนาดนี้และเป็นเรื่องที่รับด้วยจิตใจไม่ได้
ส่วนนอกจากเบลล์ 212 แล้วอากาศยานลำอื่นๆจะต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ในกองบินตำรวจมีอากาศยานที่ใช้ในราชการตำรวจคือเบลล์ , Eurocopter , Agustawestland ซึ่งมีทั้งใช้ในราชการและรอจำหน่าย รวมถึงมีการซ่อมบำรุงตามวงรอบระยะกิโลที่ใช้งานแล้ว สามารถใช้ได้เป็นปกติ อีกทั้งมีลำที่มีอายุการใช้งานยังไม่มากด้วย
โดยตนเองได้สั่งการขอตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของอากาศยานกองบินตำรวจทั้งหมดว่า แต่ละลำมีอายุขนาดไหนและมีการซ่อมบำรุงในช่วงที่ผ่านมาอย่างไร เพื่อนำไปประกอบในการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ตนเองได้สั่งการให้ทางผู้บังคับการกองบินตำรวจ ระงับการใช้งานของอากาศยานและกราวด์รันทั้งหมด เพื่อทำการตรวจสอบทั้งหมดจนกว่าจะมีความมั่นใจในการใช้งานของอากาศยาน และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักบิน เพราะตนเองมองว่า ในความเชี่ยวชาญของการตรวจสอบคงใช้เวลาไม่นาน แต่ทั้งหมดจะต้องได้รับการยืนยันและรายงานให้ตนเองทราบว่า อากาศยานทุกลำจะต้องมีความมั่นใจในการใช้งานจากนี้ต่อไปอย่างไร
และนักบินจะต้องมีความมั่นใจในการใช้อากาศยานเพราะนักบินผ่านชั่วโมงบินหลายพันชั่วโมงอยู่แล้วดังนั้นจึงจะต้องมีความปลอดภัยสูงสุด โดยจะเดินทางไปที่กองบินตำรวจ ในช่วงบ่าย วันพุธที่ 28 พ.ค. 2568 นี้
ส่วนมีโอกาสที่จะจัดซื้ออากาศยานมาทดแทนลำที่มีอายุมากหรือไม่นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ในภารกิจที่ผ่านมา ทั้งการสนับสนุน ตชด. การสนับสนุนการดูแลความสงบเรียบร้อยในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รวมถึงการตรวจตราในช่วงเทศกาลต่างๆ และลำเลียงช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมถึงสนับสนุนการแพทย์ฉุกเฉิน ยืนยันว่า มีความจำเป็นแน่นอน เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนักบินที่ดีและมีคุณภาพ ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนและตรวจสอบว่าลำใดที่ไม่จำเป็นต้องซ่อมบำรุงแล้วและให้รอจำหน่ายได้เลยด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิตทั้ง 3 นาย เป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้น และเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับทั้ง 3 ราย ไว้ในพระราชานุเคราะห์ และพระราชทานพวงมาลามาในวันนี้ด้วย
ส่วนการตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน และจุดตกอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า “ผมก็สงสัยและคิดเหมือนกับทุกคน ก็ยอมรับมีแนวคิดที่จะทำพิธีไหว้ตามความเชื่ออยู่ ทั้งในพื้นที่ที่เกิดเหตุ และที่กองบินตำรวจ”
และในวันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังได้มอบเงินกองทุนสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ครอบครัวด้วย เป็นจำนวนเงินครอบครัวละ 250,000 บาท
ขณะเดียวกันบรรยากาศภายในงานศพ หลังเสร็จสิ้นพิธี ยังพบว่า มีเพื่อนร่วมรุ่นของ ร.ต.อ.ทรงพล ทั้งนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 52 และนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 68 ได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท ให้กับครอบครัวของ ร.ต.อ.ทรงพล ด้วย