จากกรณีที่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ได้เข้าลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ในเดือนสิงหาคมปี 2561 มีมูลค่าโครงการประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ159,225 ล้านบาทไทย ประมาณการดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้างขณะนั้นอยู่ที่ 151 ล้านเหรียญ
หรือประมาณ 4,983ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงและยังเพื่อความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบ
ทำให้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์สามารถเพิ่มสัดส่วนการกลั่นน้ำมัน (Heavy Crude) ได้มากขึ้นร้อยล ะ40-50 โดยการเปลี่ยนน้ำมันเตาให้เป็นน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล และได้มีการเปิดประมูลประกวดราคาผู้รับจ้างเหมาออกแบบวิศวกรรม
การจัดหา และการก่อสร้าง (EPC: Engineering, Procurement and Construction) ของโครงการ CFP แต่จนถึงปัจจุบันไม่สามารถส่งมอบงานได้ภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาและไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้อีกต่อไปเพราะติดปัญหาและอุปสรรคอื่นๆอีก
ผลการประกวดราคา ปรากฏว่า บริษัท Petrofac International (UAE) LLC, Samsung Engineering Co., Ltd., และ Saipem S.P.A. ได้รับการคัดเลือกและได้ทำสัญญาจ้าง EPC ดังกล่าวกับไทยออยล์ และได้เริ่มดำเนินการโตรงการเรื่อยมา กระทั่งในปัจจุบัน ปรากฎว่ากลุ่มบริษัทผู้รับเหมาช่วงจาก UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem จำนวน 28 บริษัท ตัดสินใจระงับการดำเนินงานก่อสร้าง
เนื่องจากยังไม่ได้รับชำระค่าตอบแทนตามสัญญา นานถึง 8 เดือนเป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท จนเป็นเหตุทำให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ได้รับความเสียหายตามที่ปรากฏ
ดังนั้นในฐานะผู้ถือหุ้น ของบริษัท ไทยออยล์ฯ ได้ติดตามข่าวและตรวจสอบข้อมูล พบว่า โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) เป็นโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนถึง 4, 825ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับใช้ขบวนการผลิตหรือเทคโนโลยี LC-Max
ซึ่งเป็นเจ้าแรกของโลก ทำให้ไม่มีการศึกษาและประเมินผลก่อนดำเนินโครงการ ต้นทุนในการกลั่นน้ำมันก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมได้ เนื่องจากยังไม่เคยมีโรงกลั่นใดในโลกใช้มาก่อนในรูปแบบเดียวกัน ณ วันที่ตัดสินใจพิจารณาอนุมัติโครงการ จึงไม่มีข้อมูลอ้างอิงจากโรงกลั่นอื่นๆ
ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ไม่ควรเสี่ยงต่อการลงทุน เพราะใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ ไม่มีผลการศึกษาและผลประกอบในเชิงพาณิชย์มาเป็นเครื่องยืนยันความเป็นไปได้ของโครงการอย่างแน่นอน ต้องถือว่าเป็นความผิดชัดเจนของกรรมการ และผู้บริหารในการตัดสินใจผิด ลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการนี้โดยก่อนตัดสินใจลงทุนควรจะศึกษาผลสำเร็จของโครงการที่ลงทุนให้ชัดเจนรอบคอบเสียก่อน
และจนถึงปัจจุบันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าโครงการล้มเหลว ยากที่จะดำเนินการต่อให้สำเร็จ และถ้าฝืนดำเนินการต่ออาจต้องใส่เม็ดเงินลงทุนมากขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งตัวเลขอาจแตะถึง 300,000 ล้านบาทและไม่สามารถรับประกันความสำเร็จของโครงการได้เลยและคงไม่มีสถาบันการเงินใดปล่อยเงินกู้เพิ่มเติมให้อย่างแน่นอน ซึ่งถึงขนาดทำให้ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ล้มละลายได้เลย
นอกจากนี้ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้รับจ้างเหมาออกแบบวิศวกรรม การจัดหา และการก่อสร้าง (EPC: Engineering, Procurement and Construction) ของโครงการ ก็ไม่ได้มาตรฐาน มีทุนจดทะเบียนที่ต่ำ ไม่เหมาะสมกับมูลค่าโครงการ
ไม่มีสำนักงานเป็นหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย หากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีไม่สามารถบังคับคดีได้ ซึ่งเป็นการบริหารงานของกรรมการและผู้บริหารงานของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP)ที่ล้มเหลวมากในการดำเนินกิจการตามปกติธุระและเสียเปรียบผู้รับเหมาอย่างมาก
การที่บอร์ดบริหารหรือคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการ โดยไม่ศึกษาในทุกมิติอย่างละเอียด ถึงผลกระทบของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัย ดังต่อไปนี้ให้เหมาะสมกับมูลค่าโครงการ คือ
1.ผลกระทบจากความเป็นไปได้ที่ เทคโนโลยีที่นำมาใช้จะไม่สามารถดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโรงกลั่นแรกของโลกที่มีการนำเทคโนโลยีแบบนี้มาใช้ในระดับเชิงพาณิชย์
2.ผลกระทบจากการที่ว่าจ้างผู้รับเหมาหลักซึ่งไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในประเทศไทยจะไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสำเร็จลุล่วงตลอดโครงการ ซึ่งเกิดจากวิธีการคัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)
โดยการแยกกลุ่ม ผู้เข้าร่วม ประมูลโครงการนี้ เป็น 2 กลุ่ม หลัก คือ กลุ่ม A และ กลุ่ม B โดย บริษัท S Saipem และ บริษัท Petrofac อยู่ในกลุ่ม ผู้รับเหมาหลัก กลุ่ม A และ บริษัท Samsung อยู่ในกลุ่ม ผู้รับเหมา กลุ่ม B แต่ ต่อมาเมื่อ ได้รับสัญญาโครงการ ปรากฎว่า บริษัท Saipem และ บริษัท Petrofac มีปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้เหลือเพียงบริษัท Samsung เท่านั้นที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
จากการที่บอร์ดบริหารหรือคณะกรรมการบริษัทฯขาดวิสัยทัศน์และความรอบคอบในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นทุกมิติ จนเป็นเหตุทำให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ได้รับความเสียหายจนอาจจะล้มละลาย รวมทั้งผู้รับเหมาช่วงที่ได้รับผลกระทบจากกระบบคัดเลือกผู้รับเหมาหลัก ที่ไม่ได้มาตรฐาน
ทำให้ผู้รับเหมาช่วงไม่ได้รับชำระค่าตอบแทนตามสัญญาจากบริษัทผู้รับเหมาหลักที่ถูกคัดเลือกมา ทั้งที่บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเหล่านั้นได้รับเงินจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP)ไปแล้ว เป็นเหตุทำให้ผู้รับเหมาช่วงตัดสินใจระงับการดำเนินงานก่อสร้าง
โครงการจึงไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทำให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการที่มีมูลค่าเกือบ 170,000 ล้านบาทไม่สามารถสร้างเสร็จได้ตามกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และยากต่อการเยียวยาและแก้ไขได้ในภายหลัง
การอนุมัติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าวถือว่า เป็นการที่บอร์ดบริหารหรือคณะกรรมการไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ขาดความระมัดระวัง และไม่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีมากกว่า 39,000 ราย จนทำให้บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นรายย่อย อาจได้รับความเสียหายมหาศาล ซึ่งจะเป็นความเสียหายวงกว้างกระทบต่อ ความน่าเชื่อถือของบริษัท อันอาจเป็นเหตุสำคัญถึงบริษัทล้มละลายได้ในเวลาอันรวดเร็วจากยอดหนี้กู้ยืมสถาบันการเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีผลต่อความน่าเชื่อถือต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย การกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าข่ายการรกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/7 , มาตรา 89/10 , มาตรา281/2 , มาตรา307 , มาตรา 311 , มาตรา 312 และมาตรา 313
ดังนั้น จึงมาร้องเรียนต่อ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้โปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ สืบสวน , สอบสวน คณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP)
การกระทำความผิดทางอาญาตามที่ได้กล่าวหา ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 , และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็น ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และผู้ที่ช่วยเหลือปกปิดข้อเท็จจริงในการกระทำความผิด มาลงโทษตามกฎหมายต่อไปด้วย