กรณีที่บอกว่าโอนเงินมาให้ปีละเป็นล้านนั้น
พระมหาอุดร บุญชูหล้า ยืนยันว่า ไม่ถึง มีเพียงช่วงหลังโควิดเมื่อปี 64 ที่ทำบุญเข้ามาประมาณครั้งละ 200,000 บาทบ้าง 400,000 บาทบ้าง 600,000 บาทบ้าง ก็จะนำไปใช้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม และทุกๆอย่างในวัด แต่จะต้องดูแลเงินเองเพื่อการประหยัดงบประมาณ
กับกรณีที่เกิดขึ้นนั้นที่พยายามโยงมาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ส่วนตัวจะไม่ทราบว่าบอสพอลทำอะไรเพราะไม่เคยบอก หรือทำธุรกิจอะไรก็ไม่ทราบ เห็นมีตอนที่รับกิจนิมนต์ไปที่บ้านบอสพอลก็จะเห็นตอนถวายเท่านั้น พระจะไม่ยุ่งกับธุรกิจหรือครอบครัวของชาวบ้าน เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ และไม่ถามญาติโยมว่าปัจจัยที่นำมาถวายนั้นบริสุทธิ์ไหม ถูกต้องไหม พระจะถามไม่ได้เด็ดขาดเพราะเป็นเรื่องมารยาทและคุณธรรม
ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนที่รู้จักกันตอนนั้นบอสพอลยังถือว่าไม่ได้รวย ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือยังจนอยู่ เป็นลูกศิษย์ที่นานๆจะมาเจอกัน ไม่ได้เจอกันบ่อย ครั้งล่าสุดก็เจอกันปีที่แล้ว ที่มาทอดกฐินที่วัดสว่างน้ำใสแห่งนี้ ซึ่งเป็นปีเดียวที่บอสพอลมาพร้อมกับคณะหลายคน แต่ปีนี้ทีแรกบอกว่าจะมาแต่เมื่อ2-3เดือนก่อนบอกว่าไม่สามารถมาได้แล้ว จึงบอกบุญกับชาวบ้านญาติโยมได้ร่วมกัน ครั้งที่บอสพอลมาทอดกฐินนั้นได้เงินทำบุญ 1.3 ล้านบาท
กรณีที่เกิดขึ้นที่เป็นกระแสมาถึงอาตมามองว่า ส่วนหนึ่งบอสพอลจะชอบให้คนอนุโมทนากับการที่ตัวเองได้ร่วมทำบุญ อาจจะมีการโพสต์สลิปเงินทำบุญที่โอนทำบุญในบัญชีส่วนตัวของอาตมา ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยบอกบอสพอลไปอยู่ว่า คนรักมีน้อย คนเกลียดมีมาก อย่าทำเลย กระทั่งเรื่องมาถึงตนเองในวันนี้ ทางพระผู้ใหญ่ท่านเจ้าอาวาสก็ถามมาว่าจะทำยังไง ซึ่งอาตมาก็คิดเพียงว่าแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำมา แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับบอสพอลในทางคดีแต่อย่างใด
เจ้าคณะอำเภอยันไม่เกี่ยวกับวัดสว่างน้ำใสที่บอสพอลโอนเงินฉ่ำ
ต่อมา ผู้สื่อข่าวเดินทางเข้าพบกับ “พระครูสิริสังวรธรรม เจ้าคณะอำเภอโนนศิลา และเจ้าอาวาสวัดสว่างน้ำใส” เพื่อสอบถามเรื่องดังกล่าว
โดย พระครูสิริสังวรธรรม เผยว่า กรณีที่บอสพอลโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพระมหาอุดรนั้น ส่วนตัวก็ไม่ทราบว่าทำไมจึงไม่โอนเข้าบัญชีวัด แต่ปกติบอสพอลกับพระมหาอุดรนั้นรู้จักกัน มีการโอนเงินทำบุญเข้าบัญชีส่วนตัวของพระมหาอุดรเรื่อยๆ ซึ่งทุกคนก็จะทราบแต่จะไม่ทราบว่าโอนให้จำนวนเท่าไหร่บ้าง แต่ทั้งนี้พระมหาอุดรนั้นมีการมาสร้างอะไรหลายๆอย่างให้กับวัดสว่างน้ำใสแห่งนี้อยู่ตลอด
ในเรื่องการสร้างพระทำบุญนั้นเป็นเงินมาจากเจ้าภาพที่ร่วมกันทำบุญผ่านมาทางพระมหาอุดร โดยทางบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป แต่ก็ไม่ได้มีใครติดใจหรือสงสัยว่าเงินมีเท่าไหร่ ได้เท่าไหร่ เพราะมีการนำมาสร้างเรื่อยๆ การจัดซื้อจัดจ้างทางวัดจะไม่ทราบจำนวนด้วย และปกติจะมีการออกบิลตามระเบียบ
ซึ่งทางพระมหาอุดรจะเป็นผู้รับผิดชอบคุยตกลงกับทางช่างเอง และจะมีการบอกด้วยวาจาว่ามาติโยมจะมาสร้างถวายสิ่งนั้นสิ่งนี้จะให้ลงตรงไหนก็จะมีการบอก หรือจะเปลี่ยนสายไฟก็มีการบอกก่อนว่าจะเปลี่ยน แต่เรื่องจำนวนนั้นจะไม่มีใครทราบ มีแต่สาธุอนุโมทนาที่มีเจ้าภาพมาสร้างให้เท่านั้น
หากพูดถึงว่าพระมหาอุดรเป็นพระลูกวัดที่นี่หรือไม่นั้น ปกติพระมหาอุดรจะจำพรรษาที่วัดปากน้ำภาษีเจริญมากว่า 30 พรรษาแล้ว และจะมาพัฒนาที่วัดสว่างน้ำใสซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด แต่ไม่ใช่พระลูกวัดที่นี่ ในเรื่องการโอนเงินทำบุญของบอสพอลเข้าบัญชีส่วนตัวพระมหาอุดรนั้นจึงไม่ได้เกี่ยวกับทางวัดสว่างน้ำใสโดยตรง แต่ก็จะทราบเพียงว่าใครทำบุญด้วยยบ้าง จะเป็นเจ้าภาพมาสร้างอะไรถวายวัดบ้าง
การชี้แจงจึงไม่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงกับทางวัดสว่างน้ำใส เป็นเพียงเจ้าของสถานที่ที่ได้รับการถวายจากเจ้าภาพผ่านทางพระมหาอุดร และกฐินที่บอสพอลมาทอดถวายได้ 1.3 ล้านนั้นก็นำมาสร้างฝ้าเพดานในศูนย์ปฏิบัติธรรมในวัด โดยทราบจากช่างที่มาทำว่ามีบริษัทใหญ่คอยอุปถัมป์พระมหาอุดรทำบุญด้วตลอด แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นบริษัทอะไรกระทั่งพระมหาอุดรโทรศัพท์มาบอกขอยกเลิกกฐินจากเจ้าภาพก่อน ก่อนจะมาทราบว่าเป็นกฐินจากบอสพอล เจ้าของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป จึงเข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงยกเลิกไปจากข่าวที่ปรากฎตามสื่อต่างๆ
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสอบถาม “นายอภิชัย สุดโต” ผู้ใหญ่บ้านบ้านวังยาว หมู่ 5 อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 5 ต.บ้านหัน อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น
โดย นายอภิชัย สุดโต เผยว่า กรณีดังกล่าวว่า ตนเองได้เคยสอบถามเจ้าคณะอำเภอโนนศิลาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสว่างน้ำใส ว่าทำไมหลวงพ่อไม่ใช้บัญชีธนาคารวัด โดยเจ้าอาวาสบอกว่าคนที่มีสิทธิ์เบิกนั้นแก่แล้วทำให้ไม่สะดวก จึงให้ผ่านทางพระอาจารย์มหาอุดรเลยเพราะเป็นคนบ้านวังยาวจึงมีความเชื่อใจ การมาทอดกฐินปีที่ผ่านมานั้น ที่ได้เงิน 1.5 ล้านบาท แบ่งมาจ่ายค่าไฟที่ค้างอยู่ 68,000 บาทให้ตนเองถือเงิน 100,000 บาท
แต่ละครั้งที่มีญาติโยมโอนเงินเข้าบัญชีพระมหาอุดรนั้นจะไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แต่จะมีการแจ้งกับทางเจ้าคณะอำเภอว่าจะมีการสร้างอะไรบ้างในวัดสว่างน้ำใส ในญานะที่ตนเองเป็นผู้นำชุมชนและเป็นกรรมการวัดก็เพียงแต่รับทราบเท่านั้นว่าจะดำเนินการทำอะไรบ้าง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำที่ไม่มีบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นเพราะที่ผ่านมาตามวิถีชีวิตในหมู่บ้านก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะทั้งช่างทั้งพระต่างเป็นคนในหมู่บ้านทั้งหมด แต่ในวัดพระมหาอุดรจะเป็นพระนักพัฒนาที่มาสร้างสิ่งต่างๆในวัดหลายอย่างทั้งเรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ำ เรื่องสถานที่ การชี้แจงเรื่องเงินนั้นนานๆทีจะมีการแจกแจงว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพระมหาอุดรกับบอสพอลนั้น ส่วนตัวเคยถามพระมหาอุดร เล่าให้ตนเองฟังว่า บอสพอลเคยมาบวชในวัดที่ กทม. และพระมหาอุดรเป็นผู้โกนผมให้รูปแรก และบอสพอลคุยยกับคณะที่มาทอดกญินเมื่อปีที่แล้วบอกว่า พระมหาอุดรเป็นคนแนะนำให้บอสพอลเปลี่ยนชื่อจะได้เจริญรุ่งเรืองเรื่องอื่นๆนั้นตนเองไม่ทราบเลย
ผู้ใหญ่บ้านบอกอีกว่า วันที่มีการทอดกญินของบอสพอลนั้น คนที่รู้จักบอสพอลต่างตื่นเต้นมาดูบอสพอลกันจำนวนมาก แต่ตนเองไม่ทราบว่าบอสพอลเป็นใครและมีความสำคัญแบบไหน
ช่วงที่บอสพอลจะมาทอดกฐินนั้น พระมหาอุดรได้โทรศัพท์มาบอกตนเองว่าให้เตรียมข้าวกล่องไว้ให้เจ้าภาพ 27 กล่อง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่คิดว่าคนจะเยอะเพราะไม่รู้จักว่าบอสพอลคือใคร พอมาถึงวัดมีประชาชนใส่ชุดขาวมาเต็มวัดในวันทอดกฐินแล้ว กระทั่งมาเห็นในข่าวจึงรู้ว่าใครเป็นใครบ้าง