ต่อมาเวลาประมาณ 17.30น. เมื่อเจ้าพนักงานตํารวจเดินทางไป ถึงบริเวณจุดนัดหมาย ได้จอดรถรอบริเวณในสถานีบริการน้ำมัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตํารวจที่นั่งรถมากับสายลับได้ลงจากรถ มารอบริเวณข้างเคียง ไม่นานนายพิษณุฯ ได้เดินมาที่รถยนต์ของสายลับ ซึ่งมีเจ้าพนักงานตํารวจมองดูอยู่บริเวณข้างเคียง เพื่อทําการซื้อขายอาวุธปืนของกลางดังกล่าว
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอาวุธปืนของกลางดังกล่าว เจ้าพนักงานตํารวจ จึงมอบเงินที่ใช้ทําการล่อซื้อให้แก่นายพิษณุฯ เป็นจํานวนเงิน 6,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 12,000 บาท สายลับได้แจ้งกับ นายพิษณุฯ ว่าจะโอนให้ และนายพิษณุฯ ได้รับเงินสดดังกล่าวไปแล้ว โดยสายลับได้ส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตํารวจที่ ร่วมปฏิบัติการล่อซื้อให้เข้าทําการจับกุม
ก่อนควบคุมตัวนายพิษณุฯ มายัง กก.สส.2 บก.สส.บช.น. เพื่อสอบสวนขยายผลอาวุธปืน
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายพิษณุฯ ให้การว่า ได้เสนอขายอาวุธปืนดังกล่าวจริง โดยเสนอขายในราคา 18,000 บาท โดยอ้างว่า ไปซื้ออาวุธปืนมาจากตลาดจตุจักร เป็นปืนBB กัน ในราคา 1,900 บาท จากนั้นมาดัดแปลงลำกล้องที่บ้านพักของเพื่อน เมื่อประมาณ ปี 2566 และแจ้งว่าปลายปี 2566 เพื่อนได้ถูกจับกุมไปแล้ว และไม่สามารถระบุบ้านที่ไปดำเนินการได้ พร้อมอ้างว่ามีเพียงกระบอกเดียว และที่ตัดสินใจนำออกมาขาย เพราะต้องการนำเงินไปใช้เป็นทุนการศึกษา อีกทั้งบอกว่าไม่เคยนำปืนไปยิงใคร เพราะหากระสุนไม่ได้
จากนั้นตำรวจได้ทําบันทึกการจับกุม นําตัวส่ง พงส.สน.ภาษีเจริญ เพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.นกล่าวว่า อาวุธปืน เป็นต้นตอของการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ทั้งเหตุอุกฉกรรจ์ นักเรียนไล่ยิงกัน โดยทางสืบนครบาลมุ่งเน้นที่จะปราบปรามจับกุมอย่างจริงจังตลอดเวลา และขอฝากเตือนผู้ซื้อ-ขายปืนออนไลน์ มีความผิดทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ผู้ซื้ออาวุธปืนออนไลน์มีความผิดฐาน “ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับอนุญาต” มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท ส่วนผู้ขายมีความผิดฐาน “ทำ ประกอบ มี หรือจำหน่ายอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต” มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-20 ปี และปรับตั้งแต่ 4,000-40,000 บาท