เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีอาชีพรับจ้างทั่วไปในไซต์งานก่อสร้าง รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ต่อมามีรุ่นพี่ได้แนะนำให้ไปทำงานที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา รายได้ 40,000 บาท โดยต้องเปิดบัญชีธนาคารในประเทศไทยก่อน จึงได้เปิดบัญชีธนาคาร 5 บัญชี แล้วเดินทางเข้ากัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ สถานที่ทำงานเป็นอาคารสีเขียว มีความสูง 7 ชั้น
“3 วันแรก ผู้ว่าจ้างให้พักผ่อนในห้องนอน กับเพื่อนร่วมห้องคนไทย อีก 5 คน แต่ไม่สามารถออกไปไหนได้ มีอาหารให้กินอย่างดี และมีเมนูเป็นกุ้งเผา ต่อมาวันที่ 4 ผู้ว่าจ้างให้คนมาเรียกให้ไปสมัครแอปฯ ธนาคารและสแกนใบหน้า ในโทรศัพท์มือถือจำนวน 7 เครื่อง เมื่อเสร็จสิ้นจึงให้กลับไปพักผ่อนที่ห้อง โดยมีชายชาวจีนควบคุมตลอดเวลา”
โดยวันที่ 5 ถึงวันที่ 20 ตนถูกนำตัวไปสแกนใบหน้า วันละ 4 ครั้งต่อวัน เมื่อถึงวันที่ 20 ตนครบกำหนดกลับประเทศไทย ไม่ได้รับเงินค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ 4 หมื่นบาท ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ 7,000 บาท และโดนหักค่าเดินทางกลับอีก 2,500 บาท เหลือเงินสุทธิ 4,500 บาท เมื่อข้ามกลับมาถึงฝั่งไทย มีชายรูปร่างผอมสูงผิวสีดำชาวกำพูชา มารับไปส่งขึ้นรถตู้ และบอกว่าเมื่อไปถึง กทม.ให้ไปอายัดบัญชีที่เคยเปิด เพื่อป้องกันตำรวจติดตามและดำเนินคดี
เมื่อตนเดินทางถึง กทม. ได้กลับไปหางานก่อสร้างที่ บางบ่อ จ.สมุทรปราการ กระทั่งทราบข่าวว่ารุ่นพี่ที่เคยชักชวนไปทำงานที่ปอยเปต ถูกจับในข้อหาเปิดบัญชีม้า 2 คดี และได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตกเป็นผู้ต้องหาเปิดบัญชีม้า จึงย้ายหลบหนีไปทำงานที่ จ.สระบุรี แต่ก็ถูกจับกุมได้ในที่สุด