ขณะเดียวกันข้อมูลเชิงลึก ทราบมาว่า
- พนักงานสอบสวนจะหยิบคำร้องทุกข์ของตำรวจสงขลาที่เข้าแจ้งความกล่าวโทษ “รองฯคริษฐ์” ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 157 ว่ามีน้ำหนัก มีมูลหรือไม่
- มีแนวโน้มว่าพนักงานสอบสวนอาจสรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รองฯดุสิต เข้าแจ้งความร้องทุกข์ คือ 23 มี.ค. ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้ว 10 วัน เพราะถือว่ามีการกล่าวโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงาน และทุจริตต่อหน้าที่แล้ว กฎหมายให้ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา ไม่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจ
ผลก็คือ สังคมจะเห็นว่าพนักงานสอบสวนทำงานตรงไปตรงมา ปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง "บิ๊กโจ๊ก"
เงื่อนแง่กฎหมาย
ส่วนข้อมูลจากฝั่ง "กูรูกฎหมาย" ระบุว่า แม้พนักงานสอบสวนจะส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช. แต่คดีนี้จะแตกต่างจากคดีอื่น คือ
- พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแล้วในชั้นสอบสวน และมีการออกหมายจับ
- พนักงานสอบสวนได้ปล่อยชั่วคราว หรือให้ประกันตัวผู้ต้องหา
ดังนั้นคดีนี้จึงไปเข้าข่ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า
"เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการสั่งปล่อยชั่วคราวไม่ว่าจะมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันหรือไม่ การปล่อยชั่วคราวนั้นให้ใช้ได้ระหว่างการสอบสวนหรือจนกว่าผู้ต้องหาถูกศาลสั่งขังระหว่างสอบสวนหรือจนถึงศาลประทับฟ้อง แต่มิให้เกินสามเดือนนับแต่วันแรกที่มีการปล่อยชั่วคราว ไม่ว่าเป็นการปล่อยชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นทำให้ไม่อาจทำการสอบสวนได้เสร็จภายในกำหนดสามเดือนจะยืดเวลาการปล่อยชั่วคราวให้เกินสามเดือนก็ได้ แต่มิให้เกินหกเดือน"
ด้าน “กูรูกฎหมาย” ระบุด้วยว่า นี่คือตัวล็อกการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะคดีนี้ถือว่า มีการแจ้งข้อหาแล้ว และผ่านการวินิจฉัยเบื้องต้นโดยศาล เนื่องจากศาลอนุมัติหมายจับให้ จึงต้องถือว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักระดับหนึ่ง แม้ผู้ต้องหาจะยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่ ป.ป.ช.ไม่จำเป็นต้องไปไต่สวนหรือใช้เวลายาวนานข้ามปีเหมือนบางคดี หรือที่มีเสียงวิจารณ์ แต่ต้องปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ซึ่งมีกรอบเวลาชัดเจนเอาไว้ตามมาตรา 113
ซึ่งหากละเลย ก็จะเกิดคำถามจากสังคมว่า แล้ว ป.วิอาญา มาตรา 113 มีไว้ทำไม แล้ว ป.ป.ช.ในฐานะพนักงานสอบสวน เหตุใดจึงไม่ต้องยึดตามกรอบเวลาที่ว่านี้