"และจะต้องประเมินในขั้นต้นว่ายาเสพติดมีราคาสูงขึ้นหรือไม่ ถ้าสูงขึ้นแสดงว่ายาเสพติดลดลง เป็นต้น หรือทำการค้นหาผู้เสพในชุมชน หากมีปริมาณลดลง แสดงว่าที่ทำมาตลอด 1 ปี คือการเดินมาถูกทางแล้ว ป.ป.ส.เป็นหน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาส่วนนี้”
สำหรับแนวทางที่จะต้องทำต่อไปนั้น พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ บอกว่า ในเรื่องการค้นคว้า การวิจัยของป.ป.ส. ได้ให้ทางนักตรวจพิสูจน์ หรือ นักเคมี ช่วยกันคิดค้นว่าจะมีสารตั้งต้น หรือตัวยาใดที่จะถูกนำมาทดแทนยาบ้าในอนาคต ซึ่งเรื่องแบบนี้ทางต่างประเทศได้มีการคิดวิเคราะห์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีสารตัวใหม่ที่อาจถูกนำมาทดแทน จนนำไปสู่การเป็นยาเสพติดชนิดใหม่ ทางป.ป.ส.จึงต้องทำวิจัย และเก็บข้อมูล
ประกาศเขตควบคุมพิเศษพื้นที่ 3 จังหวัด
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ยอมรับว่า ข้อมูลทางด้านข่าวกรองพบว่า ยาบ้าลักลอบเข้ามาในพื้นที่ฝั่ง 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย และ นครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการลักลอบขนส่งยาเสพติดมากที่สุดกว่าจังหวัดอื่น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะประกาศให้เป็นเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้กฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10) ใช้สรรพกำลังของเจ้าหน้าที่ ใช้องคาพยพ ใช้กลไกของรัฐทุกส่วนลงไปในพื้นที่ทั้งหมด
จังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมด 5 อำเภอ คือ แม่อาย ฝาง เชียงดาว เวียงแหน และ ไชยปราการ จังหวัดเชียงรายมี 6 อำเภอ คือ แม่จัน แม่ฟ้าหลวง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และ เวียงแก่น ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครพนม มี 5 อำเภอ คือ ท่าอุเทน เมืองนครพนม ท่าพนม และบ้านแพง
“การเฝ้าระวังลักลอบขนยา มีกอ.รมน.ดูแลอยู่ ร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) ในเชิงนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 และภาค 2 โดยให้แม่ทัพน้อยที่ 3 ดูแสสถานการณ์ภาคเหนือ แม่ทัพน้อยที่ 2 ดูสถานการณ์ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และให้องคาพยพทุกหน่วย ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือนเข้าไปสนับสนุนการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น”
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ บอกอีกว่า การทำงานพุ่งเป้าไปที่ 15 อำเภอต้องตรวจสอบละเอียดในเรื่อง ขนส่งโลจิสติก และควบคุม ตามแนวชายแดนต้องตรวจอย่างละเอียด มีระบบการลาดตระเวนที่เข้มงวด เพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยไม่มีที่ยืนในพื้นที่“นโยบายที่ควรทำโดยเร็วที่สุด คือ การทำให้คนเสพยาเสพติด 32,000 คน ที่ทำให้ชาวบ้านหวาดระแวงต้องลดลงโดยด่วน”
จับกุมต้องคำนึงสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านไม่เดือดร้อน
เมื่อลงลึกไปถึงกระบวนการจับกุมที่ต้องคำนึงสิทธิมนุษยชนด้วย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ยอมรับว่า การจับทั้งผู้ค้าและผู้เสพต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะปัจจุบัน มีพ.ร.บ.อุ้มหาย เข้ามามีส่วนในการทำงาน ซึ่งถือว่าเรื่องที่ดี เพราะตั้งแต่เริ่มจับกุม จะต้องมีการบันทึกข้อมูลไว้ตลอด ถือเป็นความโปร่งใสในการทำงาน
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ บอกอีกว่า ขั้นตอนการจับกุม มีรายละเอียดที่ค่อนข้างเยอะ ไม่ได้หมายความว่า ถือยาบ้าเพียงไม่กี่เม็ด เมื่อถูกจับจะอ้างเป็นผู้ป่วยสมัครใจบำบัดได้เสมอไป เรามีขั้นตอนกระบวนการอยู่ ทั้งในเรื่องสืบสวน และพฤติกรรมของผู้ถูกจับกุม และยังมีองค์ประกอบหลายส่วนการจำแนกระหว่างผู้ค้ากับผู้เสพ เช่นเดียวกับการบำบัด หากสมัครใจบำบัด ต้องอยู่ในการดูแลเจ้าหน้าที่ มีการตรวจสมรรถภาพ และสุขภาพสม่ำเสมอ หากบำบัดแล้วหลบหนีออกมา จะต้องถูกควบคุมตัวดำเนินคดี
“ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเสพยาเสพติด แต่สาเหตุที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะปัญหาทางครอบครัว สังคม หรืออาจพลั้งเผลอ พ่อแม่อาจดูแลลูกไม่เต็มที่ ลูกไปคบเพื่อนทำให้เผลอไปเสพยาตามเพื่อน เมื่อถูกจับดำเนินคดี คำถามคือ เราจะไม่ให้โอกาสเด็กคนนี้เลยอย่างนั้นหรือ เราจะผลักดันเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนที่เคยทำมาอย่างนั้นหรือ เราทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2546 แล้วถามว่าปัญหายาเสพติดหมดไปหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่หมด”
บำบัดผู้เสพ-ต้องลดจำนวนคนเสพด้วย
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ยังบอกอีกว่า เมื่อมีมาตรการบำบัดผู้เสพแล้ว ต้องดูเรื่องการลดจำนวนคนเสพด้วย ยาบ้าไม่ได้ผลิตที่ประเทศไทย แต่ผลิตที่ประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลพยายามหาเครื่องมือทุกทางมาสกัดกั้น การจับกุมแบบเดิม คือ เสพยาเสพติดก็จับ มียาบ้าเม็ดเดียวก็จับ ถามว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ เมื่อจับแล้ว ก็ต้องส่งคนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก พอกลับออกมาก็วนเวียนอยู่ในวังวนเดิม
"การกำหนดเพื่อให้โอกาสคนที่เสพยาเสพติด ที่สมัครใจบำบัด ได้เข้าสู่กระบวนการของทางเจ้าหน้าที่ สุดท้ายแล้วการแก้ปัญหายาเสพติดที่ได้ผลดีที่ดีที่สุด คือทำให้ครอบครัวแข็งแรง และชุมชนเข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่ยาเสพติดหวาดกลัวมากที่สุด”
หลังจากนี้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ส.ทำหน้าที่่เปรียบเสมือน“โค้ช” เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปพร้อมกัน คาดหวังทำให้ยาเสพติดลดลง และนำตัวผู้เสพกลับคืนสู่สังคมได้ นั้นหมายถึงการทำงานที่เดินมาถูกทางแล้ว
ทีมข่าวอาชญากรรม : เรื่อง