อีกทั้ง หมอเถื่อน รายนี้มิได้ประจำที่คลินิกแต่เดินทางมาจากต่างจังหวัดมาให้บริการฉีดสารเสริมความงามโดยเฉพาะ พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ จึงแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำผิด ในเบื้องต้น 5 กระทง ประกอบด้วย
- 1.ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
- 2.ดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
- 3.ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
- 4.จำหน่ายยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยามีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510
- 5.จำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510
จากนั้นได้นำตัวผู้กระทำผิดส่งตัวพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการ โดยในกรณี หมอเถื่อนรายนี้ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชน กรม สบส.จะออกคำสั่งปิดสถานพยาบาลชั่วคราว เป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมเรียกผู้ประกอบกิจการ และแพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับกรม สบส. ต่อไป
ด้าน นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า กรณี ที่กรม สบส.ตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลใดปล่อยให้หมอเถื่อนมาลักลอบให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน นอกจาก หมอเถื่อนรายดังกล่าวจะมีโทษตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 แล้ว ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลก็จะต้องถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐานปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และผู้อนุญาต (กรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) อาจจะมีคำสั่งทางปกครองให้ปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราว หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอีกด้วย จึงขอกำชับให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลทุกแห่ง ระมัดระวัง และรอบคอบในการเปิดรับบุคลากร และตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้ชัดเจนก่อนรับบุคคลดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติงานในสถานพยาบาล เพราะหากตรวจพบหมอเถื่อนในสถานพยาบาลใด ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเฉกเช่นหมอเถื่อน