เนชั่นทีวี

ข่าว

นายกสมาคมฯ เคลียร์ดรามาสิทธิบัตรพันธุ์พืช ยันฮุบพันธุ์พื้นเมืองไม่ได้

24 ต.ค. 2569 | titayu_pur

นายกสมาคมฯ เคลียร์ดรามาสิทธิบัตรพันธุ์พืช ยันฮุบพันธุ์พื้นเมืองไม่ได้

นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืช ยันการตรวจสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ใช้หลักสากล ชี้ฮุบพันธุ์พื้นเมืองทำไม่ได้แน่นอน กฎหมายเปิดช่องคัดค้าน-เพิกถอนได้ตลอด วอนอย่าตื่นกลัว

นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืช ยันการตรวจสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ใช้หลักสากล ชี้ฮุบพันธุ์พื้นเมืองทำไม่ได้แน่นอน กฎหมายเปิดช่องคัดค้าน-เพิกถอนได้ตลอด วอนอย่าตื่นกลัว

KEY

POINTS

  • ยันฮุบพันธุ์พื้นเมืองไม่ได้: กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีฐานข้อมูลพันธุกรรมสากล ป้องกันการนำพันธุ์พืชพื้นบ้านมาจดสิทธิ์ทับซ้อน
  • มีช่องคัดค้านเพิกถอน: หากพบว่าพันธุ์พืชใหม่ซ้ำซ้อนกับพันธุ์พื้นเมือง ประชาชนสามารถยื่นคัดค้านขอยกเลิกและเพิกถอนการคุ้มครองได้ตลอดเวลา
  • การร่วมทุนวิจัยเป็นเรื่องปกติ: ย้ำการแก้กฎหมายและเอกชนร่วมทุนวิจัยกับภาครัฐเป็นมาตรฐานสากล เพื่อพัฒนานวัตกรรมและคุณภาพพันธุ์พืชให้เกษตรกร

24 ตุลาคม 2569 นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล แถลงชี้แจงไขข้อข้องใจสังคมปมดรามาจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช ย้ำว่าการประเมินพันธุ์พืชใหม่ ใช้มาตรฐานสากล DUS และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ป้องกันไม่ให้เอกชนนำพันธุ์พืชพื้นเมืองมาผูกขาดได้แน่นอน โดยกระบวนการเปิดให้ยื่นคัดค้านหรือขอยกเลิกเพิกถอนสิทธิ์ได้ตลอดเวลา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและคุ้มครองประโยชน์ของเกษตรกรไทย

 

ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกระบวนการและหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์พืชใหม่ของประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ใช้การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) หรือเครื่องหมายโมเลกุลเป็นเกณฑ์หลัก แต่ใช้เกณฑ์การประเมินจากลักษณะที่แสดงออกภายนอก หรือหลักเกณฑ์ DUS ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

Distinctness (ความแตกต่าง) พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนต้องมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากพันธุ์เดิมหรือพันธุ์การค้าที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่จะนำพันธุ์ที่ยื่นขอไปปลูกเปรียบเทียบเคียงข้างกับพันธุ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น หากเป็นกะเพราใบเขียวก้านแดง ก็จะนำสายพันธุ์ที่มีในท้องตลาดหรือพันธุ์ท้องถิ่นที่มีลักษณะใกล้เคียงมาปลูกทดสอบควบคู่กัน

 

Uniformity (ความสม่ำเสมอ) เมื่อนำไปปลูกในแปลงทดสอบตามจำนวนที่กำหนด เช่น 50–60 ต้น ทุกต้นจะต้องแสดงลักษณะที่เหมือนกันทั้งหมด

 

Stability (ความคงตัว) เมื่อนำไปปลูกซ้ำหลายครั้งหรือขยายพันธุ์ต่อไป ลักษณะเด่นนั้นจะต้องคงเดิม ไม่กลายพันธุ์

ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย

 

ต่อข้อถามถึงความกังวลว่า ภาคเอกชนหรือผู้ยื่นขอจะนำพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมมาจดทะเบียนเพื่อผูกขาด ดร.ปิยะยืนยันว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถนำพันธุ์พื้นเมืองมาจดสิทธิ์ทับซ้อนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐมีฐานข้อมูลพันธุกรรมพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ในขั้นตอนการขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ใหม่ จะมีการประกาศโฆษณาเป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศตรวจสอบและยื่นคัดค้าน หากพบว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีความเหมือนหรือซ้ำซ้อนกับพันธุ์พืชพื้นบ้านของตน

"ถึงแม้จะหลุดรอดจนได้รับการจดทะเบียนไปแล้ว และล่วงเลยช่วงเวลาประกาศคัดค้านไป แต่หากมารู้ภายหลังว่าพันธุ์ดังกล่าวไปซ้ำหรือเหมือนกับพันธุ์พืชพื้นบ้านที่มีอยู่เดิม ก็สามารถยื่นคัดค้านสิทธิ์เพื่อขอยกเลิกและเพิกถอนการคุ้มครองได้ตลอดเวลา กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 บังคับใช้หลักเกณฑ์นี้กับพืชทุกชนิด" ดร.ปิยะระบุ 

นายกสมาคมฯ เคลียร์ดรามาสิทธิบัตรพันธุ์พืช ยันฮุบพันธุ์พื้นเมืองไม่ได้

ดร.ปิยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่อยากให้สังคมสร้างกระแสความตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การปรับปรุงพันธุ์พืชถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องใช้องค์ความรู้ ความชำนาญ และงบประมาณมหาศาล หากไม่มีนักปรับปรุงพันธุ์ พืชในธรรมชาติก็จะไม่สามารถให้ผลผลิตหรือมีคุณค่าทางอาหารสูงเพียงพอต่อการเลี้ยงประชากรได้ สังคมจึงควรให้ความเป็นธรรมกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่ใช่มองว่าเป็นผู้ร้าย

 

ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อนั้น ต้องทำความเข้าใจในลักษณะทางชีววิทยาของพืชแต่ละชนิด พืชผสมตัวเอง (สายพันธุ์แท้) เช่น ข้าว เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ

 

พืชผสมข้าม (ลูกผสม) เช่น ข้าวโพด หากเก็บเมล็ดไปปลูกต่อ ผลผลิตจะลดลงและกระจายตัวทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของพืช ไม่ใช่ข้อจำกัดทางกฎหมาย

 

พืชขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือลำต้น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผลติดตาต่อกิ่ง สามารถขยายพันธุ์ได้ตามปกติ

 

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่นั้น ในต่างประเทศจะมีข้อยกเว้นสำหรับพืชที่เป็นพืชอาหารหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารอยู่แล้ว และปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป จึงไม่ควรสร้างความตระหนกไปล่วงหน้า

 

ขณะเดียวกัน ประเด็นการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัย รัฐ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่นั้น ดร.ปิยะชี้แจงว่า หน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยในไทยไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการวิจัยและพัฒนาได้อย่างครอบคลุม การที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนวิจัยร่วมหรือจ้างบริการทางวิชาการ โดยกำหนดสัดส่วนความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรตามข้อตกลง เช่น 100% หรือ 80:20 ถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของสถาบันการศึกษาทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและทำให้เกษตรกรได้มีพันธุ์พืชคุณภาพสูงใช้งาน

"ประเทศไทยมีนักปรับปรุงพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและเอเชีย จนส่งออกบุคลากรไปทำงานในหลายประเทศ หากภาครัฐและสังคมเข้าใจ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนอย่างเป็นระบบ การพัฒนาและส่งออกพันธุ์พืชจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล" นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด