ถอดบทเรียน “มหาอุทกภัยกรุงเทพฯ 69” จี้ยกระดับเตือนภัย
28 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

คุณหญิงสุดารัตน์ ถอดบทเรียน "มหาอุทกภัย กทม. 69" ย้ำคนกรุงต้องเจอน้ำท่วมใหญ่อีกแน่! เสนอเลิกเตือนภัยแค่ “แจ้งเพื่อทราบ"
ข่าว
28 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

คุณหญิงสุดารัตน์ ถอดบทเรียน "มหาอุทกภัย กทม. 69" ย้ำคนกรุงต้องเจอน้ำท่วมใหญ่อีกแน่! เสนอเลิกเตือนภัยแค่ “แจ้งเพื่อทราบ"
KEY
POINTS
28 กันยายน 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้คนกรุงจากเหตุอุทกภัยปี 2569 พร้อมถอดบทเรียนจากประสบการณ์บริหารจัดการน้ำ กทม. และกรมชลประทาน โดย คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ถอดบทเรียน “มหาอุทกภัยกรุงเทพ” (อีกครั้ง) เพราะครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่คนกรุงเทพจะต้องพบกับน้ำท่วมใหญ่
ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาว กทม. จากมหาอุทกภัยครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ขอขอบคุณท่านผู้ว่า กทม., กองทัพ , จิตอาสาพระราชทานฯ, มูลนิธิต่างๆ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ฯลฯ
การถอดบทเรียนในบทความนี้ เป็นไปเพื่อการนำเสนอการแก้ปัญหา และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัญหาน้ำท่วมใหญ่ใน กทม. ในอนาคต จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในฐานะที่ผ่านการรับผิดชอบแก้ปัญหาน้ำท่วมใน กทม. มาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2539 จนถึงปี 2549 ที่ดูแลกรมชลประทาน
1) การแจ้งข้อมูล และการแจ้งเตือนภัยจากภาครัฐ : ต้องไม่เป็นเพียงการ “แจ้งเพื่อทราบ”เท่านั้น แต่ต้องเป็นการแจ้งเพื่อให้ประชาชนรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น และประชาชนต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง อย่างตรงไปตรงมา
การประกาศแจ้งเตือนภัย ต้องทำ 2 ระดับ คือระดับชาติโดยกรมอุตุฯ ซึ่งจะเป็นการแจ้งกว้างๆ และระดับหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งระดับท้องถิ่นสำคัญมาก เพราะจะเป็นผู้รู้พื้นที่ดีที่สุด ว่าพื้นที่ใด หมู่บ้านใด อยู่ในที่ลุ่มต่ำ แอ่งกระทะ
อย่างกรุงเทพฯฝั่งเหนือและตะวันออก เช่น เคหะคลองจั่น เคหะร่มเกล้า หรือหมู่บ้านเก่าในเขตต่างๆ เป็นต้น ซึ่งต้องแจ้งประชาชนย้ายข้าวของและรถยนต์ขึ้นที่สูงก่อนเลย
แม้จะเป็นพื้นที่กรุงเทพเหมือนกัน อยู่เขตเดียวกัน แต่ละหมู่บ้าน หรือชุมชนก็จะมีสภาพแตกต่างกัน ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดคือเขต และ กรุงเทพมหานคร
เราจึงต้องทบทวนว่า น้ำท่วมครั้งนี้ที่มีการพยากรณ์ล่วงหน้าว่า จะมีฝนตกหนักในกรุงเทพถึง 3 วัน เราได้มีข้อมูล / มีการวิเคราะห์พื้นที่ และมีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชน ในหมู่บ้าน/ชุมชน ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสีแดง เตรียมการขนย้ายข้าวของ และรถยนต์ แล้วหรือไม่?
2) การบริหารจัดการ ในการแก้ปัญหา และการช่วยเหลือประชาชน : ต้องตั้ง War Room ที่รวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งทำงานร่วมกัน โดยมีผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด ซึ่งในกรุงเทพฯ ควรเป็นผู้ว่า กทม.นั่งบัญชาการ ให้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน (แม้ข้ามหน่วยงาน ข้ามกระทรวง) ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ จากแต่ละพื้นที่แบบ Real Time และต้องใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ สั่งการแก้ปัญหาได้แม่นยำและทันท่วงที
ต้องแบ่งพื้นที่และแต่งตั้งผู้มีอำนาจสั่งการสูงสุดในแต่ละพื้นที่ เช่น ผอ. เขต ให้มีอำนาจบริหารจัดการระบายน้ำ และบริหารการช่วยเหลือประชาชน ให้มีอำนาจประสานงาน สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (แม้ข้ามหน่วยงาน) และให้มีอำนาจอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจำนวนหนึ่งที่เหมาะสม เพื่อใช้ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที
รวมทั้งเป็นผู้บริหารจัดการความช่วยเหลือ จากส่วนต่างที่หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรายงานสถานการณ์เข้า War Room แบบ Real Time เพื่อให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและทันต่อเวลา ในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน
น้ำท่วมในกรุงเทพครั้งนี้ การบริหารจัดการของเรา เป็นระบบที่ได้มามาตรฐานสากล มี War Room ที่รวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง / มีผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด เป็นผู้บริหารสูงสุดของ War Room / มีผู้บัญชาการในแต่ละพื้นที่ พร้อมมอบอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ มีการอนุมัติงบฉุกเฉินให้ผู้บัญชาการพื้นที่ ทั้งหมดนี้เราได้ทำแล้วหรือยัง?
3) การบริหารจัดการระบายน้ำ: โดยปกติน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯจะมี 3 น้ำ คือ
โชคดีในโชคร้าย” ครั้งนี้เราเจอปัญหาแค่น้ำเดียว คือน้ำฝนที่ตกหนักในกรุงเทพเท่านั้น ถ้าเจอทั้ง 3 น้ำมาพร้อมกันแบบปี2539 จะบริหารจัดการยากมาก
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือน้ำท่วมขังจากฝนตกหนัก โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพฝั่งเหนือและตะวันออก ที่มีพื้นที่ลุ่ม ซึ่งการแก้ปัญหาในครั้งหน้า เมื่อมีการประกาศเตือนจากกรมอุตุฯ เราต้องเร่งพร่องน้ำในคลองสายหลักในกรุงเทพทั้งหมดก่อนที่ฝนจะเทลงมา
สิ่งที่ต้องทบทวนถอดบทเรียนคือเราได้วางแผนบริหารจัดการระบายน้ำอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำ และได้ทำครบทุกขั้นตอนหรือยัง? และได้ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI มาช่วยมากน้อยเพียงใด?
ขออนุญาตแชร์ความเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อการเตรียมการรับมือ ”มหาอุทกภัย“ครั้งหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคนกรุงเทพฯ จะต้องเจอน้ำท่วมใหญ่อีกหลายครั้ง ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด