พลิกหมากการเมือง: ดีลลับรัฐบาลใหม่แปรผันสู่ภารกิจลับดับมาเฟีย
ระบบความสัมพันธ์และการเปลี่ยนผ่านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภารกิจสังหารในรอบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการจู่โจมยามค่ำคืนบุกเข้าควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในขณะนั้น ออกจากทำเนียบเพื่อนำตัวไปดำเนินคดีอาญาข้อหาร่วมมือกับแก๊งยาเสพติดที่กรุงนิวยอร์ก ซึ่งในใบสั่งฟ้องระบุชื่อของ นีโญ เกร์เรโร เป็นผู้ร่วมสมคบคิดด้วย
หลังจากล้มระบอบมาดูโรลงได้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ได้ปรับหมากขยับเข้าหาและกระชับความสัมพันธ์กับ เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา ทันที โดยสหรัฐฯ ยอมประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรภาพรวมทั้งหมด เพื่อแลกกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงและขุดเจาะ "แหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้ำมันหนาแน่นและมากที่สุดในโลก นำมาสู่ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ บินเข้ามาทิ้งระเบิดถล่มหัวหน้าแก๊งวายร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุในรอบนี้
นักกฎหมายท้วงวิกฤต: วิจารณ์ยับทรัมป์สั่งโจมตีเรือประมงคร่าชีวิตกว่า 200 ศพโดยไร้กระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกวาดล้างแก๊ง Tren de Aragua ของรัฐบาลทรัมป์กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหนักหน่วง ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศทิ้งระเบิดใส่เรือประมงและเรือขนส่งในน่านน้ำสากลไปแล้วหลายสิบครั้ง โดยอ้างว่าเป็นเรือลักลอบขนยาเสพติดของเครือข่ายนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว มากกว่า 200 ราย
ประเด็นข้อพิพาทสำคัญคือ จนถึงปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ยังไม่เคยแสดงหลักฐานหรือข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเลยว่า เรือที่ถูกโจมตีเหล่านั้นซุกซ่อนยาเสพติดหรือมีอาชญากรอยู่จริงหรือไม่ ทำให้นักกฎหมายสากลออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า การกระทำของทรัมป์เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศในการจงใจสังหารพลเรือนโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมรองรับ ทว่าทำเนียบขาวได้ส่งเอกสารงบประมาณชี้แจงต่อรัฐสภาล่วงหน้าอย่างเด็ดขาดว่า ปฏิบัติการทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจประกาศเกณฑ์ประเมินให้ "แก๊งยาเสพติด" มีสถานะเป็นกองกำลังติดอาวุธในสงคราม และลูกเรือบนเรือขนส่งเหล่านั้นมีสถานะเป็น "นักรบ/ผู้ทำการรบ" (Combatants) สหรัฐฯ จึงมีสิทธิ์ปลิดชีพได้ทันทีในฐานะคู่สงคราม