อสส.มอบครุยใหม่ ให้อัยการ ดีเดย์ 1 เม.ย. ใส่ว่าความทั่วประเทศ
18 มี.ค. 2569
อสส.มอบครุยใหม่ ให้ผู้บริหารอัยการ ชุดเเรก ดีเดย์ 1 เม.ย.ครบรอบ 133 ปีองค์กรอัยการ ใส่ว่าความในศาลทั่วประเทศ รองโฆษก สยบดราม่าเป็นอัตลักษณ์องค์กร ไม่เหลื่อมล้ำ
ข่าว
18 มี.ค. 2569
อสส.มอบครุยใหม่ ให้ผู้บริหารอัยการ ชุดเเรก ดีเดย์ 1 เม.ย.ครบรอบ 133 ปีองค์กรอัยการ ใส่ว่าความในศาลทั่วประเทศ รองโฆษก สยบดราม่าเป็นอัตลักษณ์องค์กร ไม่เหลื่อมล้ำ
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีมอบเสื้อครุยเเบบใหม่ของอัยการให้กับผู้บริหารระดับสูงของอัยการ ตั้งเเต่ระดับรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการฯ เเละอธิบดีอัยการสำนักงานต่างๆ และผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรการอบรมอัยการจังหวัดรุ่นที่ 49 เป็นกลุ่มเเรกที่ได้รับครุย เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา
นายอิทธิพร อัยการสูงสุด กล่าวในพิธีว่า คณะกรรมการอัยการ ได้กำหนดระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยเสื้อครุยข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการทั่วประเทศใช้เสื้อครุยดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่ในศาลและภารกิจที่เกี่ยวข้องแทนเสื้อครุยเนติบัณฑิตเดิม ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป ขอเเสดงความยินดีกับอัยการทั่วประเทศที่จะได้สวมเสื้อครุยนี้ในการปฏิบัติหน้าที่เเละขอให้ตะหนักอยู่เสมอว่าทุกครั้งที่สวมเสื้อครุย อัยการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม โดยยึดมั่นหลักนิติธรรมรักษาเกียรติภูมิของอัยการเพื่อผดุงความยุติธรรมเเละสังคม
นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงเสื้อครุยใหม่ของอัยการจะมีเเถบเส้นสีส้มแนวตั้ง 2 เส้น จากคอเสื้อยาวลงมาถึงชายเสื้อ คอเสื้อเป็นทรงเปิดแบบครุยราชการ ใส่ทับ เสื้อเชิ้ตและเนกไท บริเวณอกด้านซ้ายมี ตราสัญลักษณ์สีทองสวยงาม
เเนวคิดการเปลี่ยนครุยใหม่น่าจะเริ่มตั้งแต่ที่ทางศาลยุติธรรมได้เปลี่ยนเสื้อครุยเป็นของศาลเอง ไม่ได้ใช้ครุยของเนติบัณฑิตยสภา อัยการก็มีแนวคิดว่าทางสํานักงานอัยการเอง ควรจะมีเสื้อครุยที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของพนักงานอัยการเอง จนมาสมัยนายวงศ์สกุล วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุดคนที่ 15 จึงเริ่มมีแนวคิดเเละคุยกันมาจนมาถึงสมัย นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุดคนที่ 18 ก็เลยมีการออกระเบียบโดยคณะกรรมการอัยการว่าด้วยเสื้อครุยข้าราชการอัยการ โดยอาศัยอํานาจตามพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ 2553 เพื่อที่จะกําหนดให้มีเสื้อครุยของพนักงานอัยการในการใส่ไปปฏิบัติหน้าที่ว่าความ แสดงถึงวิทยฐานะของพนักงานอัยการ
เพราะบางทีเมื่ออยู่ในห้องพิจารณาคดี กรณีที่ยังไม่ได้นั่งประจำที่บางทีมันอาจจะเกิดการสับสนว่าใครทำหน้าที่อะไร ศาลก็แสดงถึงอัตลักษณ์ตรงนี้ไปเเล้ว
แต่ทางอัยการกับทนายความยังใช้ครุยของเนติบัณฑิตย
ฯ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะได้
แม้แต่ตน เคยทําหน้าที่เป็นอัยการแก้ต่างคดีอาญา ก็จะไม่ได้นั่งที่นั่งโจทย์ที่ปกติอัยการจะนั่งอยู่ เเต่จะต้องไปนั่งฝั่งจําเลยซึ่งก็มีเหตุผลนี้ด้วย ที่เราอยากทําให้เห็นถึงอัตลักษณ์และการทําหน้าที่ของพนักงานอัยการ โดยมีการส่งเเบบสอบถามยังอัยการทั่วประเทศ
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ระเบียบกําหนดไว้ว่าเป็นภารกิจหน้าที่ของสํานักงานอัยการสูงสุด ที่จะจัดหาให้กับพนักงานอัยการถือเป็นเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนหากได้ครุยใหม่ไปเเล้วยังใส่ครุยเก่าไปว่าความได้หรือไม่นั้น ระเบียบฉบับนี้กําหนดให้เสื้อครุยใหม่ เป็นเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานอัยการจึงต้องใส่เสื้อครุยใหม่นี้ขึ้นว่าความ ส่วนเสื้อครุยของเนติบัณฑิตฯสมาชิกมีสิทธิ์ใส่ได้หมด แต่ต้องเลือกโอกาส ไม่ใช่การใส่ไปว่าความ เเต่ถ้าวันที่ 1 เม.ย.69 ซึ่งเป็นวันสถาปนาองค์กรอัยการ เเละเป็นวันเเรกของการใช้ครุยใหม่ หากสํานักงานอัยการยังไม่สามารถจัดหาเสื้อครุยใหม่ให้ได้ทัน ก็ยังสามารถใส่ครุยเดิมว่าความทําหน้าที่ได้ต่อไป เเต่หากมีครุยใหม่ต้องใส่ไม่งั้นจะขัดระเบียบ
ในส่วนประเด็นที่มีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์มองเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ นั้น ส่วนตัวไม่ได้มองในบริบทดังกล่าว เหมือนกับที่ศาลยุติธรรมเปลี่ยนไปใช้ครุยของศาล ตนก็มองว่ามันเป็นการบริหารงาน
การทําให้เกิดภาพลักษณ์กับอัตลักษณ์ของของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งสํานักงานอัยการเอง ก็มองว่าถ้า มันมีการแสดงให้เห็นถึงสถานะว่า ตรงนี้เป็นพนักงานอัยการในการเข้าไปทําหน้าที่ มันก็สะดวกง่ายกับคู่ความเเละบุคคลที่มาติดต่อ
ซึ่งถ้าหากเรามองถึงองค์กรนึงเพื่อนบ้านเราที่ทําหน้าที่ร่วมกันในศาล ก็คือทางทนายความ
ต้องเรียนว่าก่อนที่ตนจะเป็น พนักงานอัยการก็เคยเป็นทนายความมาก่อน มองว่าปัจจุบัน สภาทนายความพัฒนามาไกลพอสมควร ตอนนี้สามารถที่จะสวมชุดปกติขาว เป็นเครื่องแบบของสภาทนายความได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทํามาได้ดี
ส่วนเรื่องเสื้อครุยทางทนายความก็ต้องไปพิจารณาเองว่ายังยืนยันที่จะใช้ครุยของเนติบัณฑิตยสภา หรือจะไปออกแบบใหม่ เป็นเครื่องแบบที่เหมาะสม ทันสมัยกับยุคนี้
มองว่าความเหลื่อมล้ำสูงต่ำมันไม่ได้อยู่ที่เสื้อครุย เเต่อยู่ที่พฤติการณ์การทําหน้าที่ของคนที่สวมใส่ อย่างถ้าเกิดเสื้อครุยของพนักงานอัยการ หากอัยการใส่เเล้วกินเหล้าไปศาล ไปโวยวาย ทําหน้าที่ไม่รู้เรื่อง ถามความไม่ได้ ไม่เตรียมเอกสาร เสื้อครุยนี้ก็จะไม่ได้ทำให้พนักงานอัยการดูดีขึ้นมา กลับทําให้แย่ลงไปด้วยซ้ํา มันทําให้เสียชื่อตัวเอง เเละองค์กร
กลับกัน ทนายความที่สวมเสื้อครุย เมื่อเขาทําหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี ได้ดี ทนายความคนนี้จะเป็นที่นับหน้าถือตาเป็นที่ไว้วางใจ
ตนมองว่าเสื้อครุยมันไม่ได้ทําให้เราแบ่งชนชั้นกัน เเต่การทําหน้าที่ในศาล การให้เกียรติกันในแต่ละภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นศาลหรืออัยการหรือทนายความต่างคนต่างให้เกียรติกัน น่าจะเป็นอะไรที่มันได้รับเกียรติ ได้รับความเชื่อใจต่อกันมากกว่าที่จะเอาเสื้อครุย มาเป็นบรรทัดฐานว่าใส่แล้วใครจะสูงกว่าใคร
