พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด หากการสอบสวนมีพยานหลักฐานมีพยานบุคคลมีพยานวัตถุที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดอะไรได้บ้าง เช่นการครอบครองอาวุธปืน การใช้อาวุธปืน จะดำเนินคดีทันที ไม่มีการละเว้นหรือช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
โดยการก่อเหตุในครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งในการทางธุรกิจส่งน้ำแข็งอาจจะทับเส้นทางกัน ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดมกวาดล้างจับกุมอาวุธปืนไปแล้ว ส่วนลูกปืนที่มีการใช้ในการก่อเหตุ อาจจะเป็นอาวุธปืนที่มีการขออนุญาตไว้ใช้สำหรับในการป้องกันตัว และนำมาใช้ในการก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน
ขณะที่นายพิษณุ แก้วกระจ่าง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.เกาะเรียน อ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวยืนยันว่า ตนเองและกำนันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นหุ้นส่วนกับทางโรงน้ำแข็งอโยธยา รู้จักกันเพียงโรงน้ำแข็งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเกาะเรียนเท่านั้น ก่อนหน้านี้กลุ่มรถส่งน้ำแข็งมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน เมื่อทราบจากบ้านก็เคยไปห้ามปรามแล้ว จนก่อนเกิดเหตุมีการทะเลาะวิวาทกันอีก มีการล้อมรถกัน ชาวบ้านแจ้งมาจึงออกไปดู มีการโชว์อาวุธปืนออกมานอกรถจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับติดตามรถไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดักสกัดตามจุดต่าง ๆ แต่รถของโรงน้ำแข็งทั้ง 2 ฝ่ายเจอกันก่อน จึงเกิดการชนกันและใช้อาวุธปืนยิงถล่ม
ด้านนายเทพ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี คนขับรถส่งน้ำแข็งของโรงงานน้ำแข็งพันล้าน กล่าวว่า ตนเองหวาดกลัวมาก ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เคยมาส่งน้ำแข็งในตำบลเกาะเรียนแล้วมีปัญหากับกลุ่มของโรงน้ำแข็งอโยธยา เกิดมีปากเสียง กลุ่มของตนเองถูกทำร้ายร่างกายโดย นายไชยณรงค์ จันทรสีดา พร้อมพวก ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว
ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายสหชาติ หรือ อาร์ม มานะเปรม อายุ 34 ปี อยู่ในรถยนต์อเนกประสงค์ ยี่ห้อฮัมเมอร์ สีแดง และนายวินัย สนธิสุวรรณ อายุ 33 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รถน้ำแข็งโรงน้ำแข็งอโยธยา ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
คลิปเหตุการณ์ระหว่าง 2 โรงน้ำแข็งปะทะกัน