ขณะเดียว ข้อเสนอแนะจากประชาชนนั้น ได้นำมาเป็นแนวทางการพัฒนาการทำงานให้ตรงกับสภาพปัญหา และความต้องการของประชาชน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1.สำรวจกล้อง CCTV ในพื้นที่ ปรับมุมกล้อง และบูรณาการการใช้งานกล้องร่วมกันพร้อมติดตั้งเพิ่มเติม
2.นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อป้องกันอาชญากรรม เช่น มีการติดตั้งกล้องตรวจจับใบหน้าและกล้องตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์
3.ติดตั้งเสาสัญญาณ SOS เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุด่วนได้ทันที
4.จัดทำห้องปฏิบัติการ CCOC โดยเชื่อมสัญญาณจากกล้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานราชการ และเอกชนมายังห้องปฏิบัติการ และนำเทคโนโลยี มาใช้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เพื่อควบคุมสั่งการตลอด 24 ชั่วโมง
5.ใช้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วในการสื่อสาร เช่น POLICE 4.0, POLICE I LERT U, Line OA, แจ้งความออนไลน์ รวมถึงการสร้างหมู่บ้านไซเบอร์ (Cyber Village)
6.ร่วมกับหน่วยงานในท้องที่ปรับภูมิทัศน์ของพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย
7.สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายประชาชนเพื่อช่วยป้องกันอาชญากรรม
8.ประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย
“โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ช่วงระยะที่สองใน 100 สถานีนำร่องได้ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนของทุกภาคส่วน ช่วยกันสร้างมิติใหม่แห่งความปลอดภัย เปลี่ยนพื้นที่สายเปลี่ยวให้เกิดเป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน ซึ่งในระยะที่สามนั้น มีนโยบายให้ขยายโครงการเข้าสู่ 1,484 สถานีตำรวจครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ในลำดับต่อไป” ผบ.ตร. กล่าว