ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระดับสูงและเหตุการณ์ปัจจุบัน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่มีความดุเดือด คือ ปัญหาใหญ่ที่สุด ที่จีนมีต่อสหรัฐ
นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก มองเห็นตั้งแต่ปี 1977 - 2020 กับความสำเร็จตลอด 40 ปีที่ผ่านมาของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน จากตัวเลขGDPจีนที่เคยพุ่งทยานเกิน 10% จนลดทอนให้เหลือ 5 - 6% ขณะที่ตัวเลขGDPสหรัฐ มีเพียง 1 - 2%
ต่อมา 3 ปีที่แล้ว ผู้นำสูงสุดของจีน “สี จิ้นผิง” ประกาศนโยบายมุ่งมั่นจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ภายในปี ค.ศ.2350 ด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า สหรัฐ ทั้ง GDP และ กองทัพ
ถ้าจีนแซงหน้าสหรัฐได้ จะเกิดอะไรขึ้น?
จากวิธีการที่จีนต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การขยายความสัมพันธ์ การค้าไปทั่วโลก จนทำให้ดุลการค้าของจีนได้เปรียบสหรัฐ มูลค่าแสนล้านเหรียญ นั่นจะทำให้สหรัฐ หมดสภาพความเป็นชาติมหาอำนาจ กลายเป็นความหวาดกลัวต่อการเติบโตเศรษฐกิจของจีน เช่นเดียวกัน ในทางทหาร การพัฒนากองทัพ เทคโนโลยี ที่มีจนถึงปัจจุบน ทำให้กองทัพจีนก้าวเป็นอันดับ 3 ในทางทหาร
ทั้งนี้ ในนโยบายของ สี จิ้นผิง ยังมีข้อเสนอสำคัญเรื่อง ระบบการเมือง แบบหลายขั้วอำนาจ ทดแทนขั้วอำนาจเดียวแบบสหรัฐ ที่ใช้ความเป็นชาติมหาอำนาจ ชี้นำระบบการเมืองแบบที่สหรัฐต้องการ แต่เมื่อความเป็นชาติมหาอำนาจของสหรัฐหมดไป ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป รวมถึง การปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ ที่มาจาก 5 ชาติมหาอำนาจ ที่ปัจจุบันไม่ค่อยบทบาท
สรุป การเติบโตของจีน จะทำให้สหรัฐสูญเสียความเป็นผู้นำโลก