ส่วนการที่มีคนยกเอากฎหมายฉบับอื่น เช่น ประกาศ กสทช. ปี 2553 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว หรือ ประกาศปี 2549 ที่เป็นเรื่องของการเข้าซื้อกิจการ มาใช้อ้างอิงนั้น ดร.เศรษฐพงศ์ บอกว่า ทำไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน กสทช. มีการยกเลิกกฎหมายการแข่งขัน 2 ครั้ง ครั้งแรกเนื่องจากประกาศปี 2549 ไม่ได้พูดเรื่องการควบรวม จึงออกประกาศปี 2553 มาใช้กับการควบรวม และเมื่อมีประกาศปี 2561 เรื่องการรวมธุรกิจ ก็ได้ยกเลิกประกาศปี 2553 ไป เพราะหลักเกณฑ์ไม่ตรงตามบัญญัติในกฎหมายแม่บท โดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ไม่ได้ให้อำนาจ กสทช.ในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตการรวมธุรกิจแต่อย่างใด จึงเกิดประกาศใหม่ปี 2561 มาใช้แทน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับ 2 พ.ร.บ. ข้างต้น
"การอ้างถึงหรือการนำประกาศ กสทช.ปี 2553 มาใช้ในการพิจารณาการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม จึงไม่ถูกต้อง เพราะประกาศนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่ควรนำมาทำให้สังคมสับสน และก็ไม่ควรยประกาศ กสทช.ปี 2549 มาใช้กับกรณีทรูและดีแทค เพราะคนละกรณีกัน เปรียบเทียบกันไม่ได้ โดยประกาศ กสทช.ปี 2549 เป็นเรื่องการซื้อกิจการระหว่างกัน (Acquisition) ต่างจากการควบรวม (Amalgamation) ดังนั้นต้องไม่สับสน เพราะแตกต่างกัน และใช้กฎหมายคนละตัวกัน โดยดีลทรูและดีแทค ไม่ใช่ดีลแรกในการควบรวมภายใต้ประกาศ กสทช. ปี 2561 ที่ผ่านมาก็มีถึง 9 ดีล แต่ทำไมถึงจะมีปัญหาเฉพาะกรณีนี้ เพราะทุกกรณีต้องพิจารณาอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และ กสทช. ก็มีมติเพียงรับทราบการรวมธุรกิจเหล่านั้นเท่านั้น"
ส่วนที่สังคมกังวลว่าราคาจะสูงขึ้น จนกระทบเศรษฐกิจนั้น ดร.เศรษฐพงศ์ บอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะ กสทช. มีกฎหมายและอำนาจ ในการกำหนดเพดานราคาอยู่แล้ว การคาดคะเนว่า ราคาจะสูงขึ้นเกินกรอบเพดานที่กสทช. ควบคุมนั้น ผู้ประกอบการทุกรายมีใบอนุญาต ทุกคนต้องเคารพกฎระเบียบอยู่แล้ว ที่ผ่านมา กสทช. ก็ควบคุมเพดานราคาได้ดี จนประเทศไทยมีราคาค่าบริการถูกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นเรื่องราคาคงไม่ต้องกังวล