อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจแบบมัดตราสัง ที่ภาคธุรกิจดิ้นไม่ได้ เดินไม่ได้ ขยับไม่ได้ จนต้องปิดตัวเป็นจำนวนมาก กระทบการจ้างงานแรงงานตกงาน มีการย้ายกลับภูมิลำเนา รวมถึงการเปิดประเทศแบบลักปิดลักเปิด กล้าๆกลัวๆ เกิดความเสียหายซ้ำเติมในภาคธุรกิจอย่างมหาศาล นอกจากนี้ การบริหารสถานการณ์โควิดเป็นไปด้วยความผิดพลาด บกพร่อง จนเกิดการกู้เงินมาแจก แต่การแจกเป็นเพื่อการบริโภค ไม่เกิดการสร้างงาน ไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
สำหรับวิกฤตพลังงาน แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่ราคาน้ำมันดิบโลกก็เพิ่งขยับขึ้นเมื่อ 5-6 เดือนหลัง ซึ่งช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลไม่เคยสามารถบริหารจัดการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศและภาคเอกชนได้ กลับกดทับเศรษฐกิจไทยด้วยการเก็บภาษีมาอย่างยาวนาน และเมื่อเกิดวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันไทยกลับไม่มีความพร้อมรองรับ
พร้อมย้ำว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ ไม่รู้จักการลงทุน สร้างรายได้ รู้จักแต่สร้างหนี้ ดูจากการจัดเก็บรายได้ในแต่ละปี ที่ไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ใช้เงินไปแล้ว 30 ล้านล้านบาท ส่งหนี้สาธารณะทะลุ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่า 60% ของจีดีพีของประเทศ ถือเป็นบุคคลล้มละลายทางการเชื่อถือ
“นายกรัฐมนตรีก่อนท่าน 28 ท่าน รวมกัน 80 กว่าปี เขาก่อหนี้มา ไม่เท่าท่านใช้เวลา 8 ปี สร้างหนี้ให้กับประเทศ สร้างภาระให้กับลูกหลานและประชาชน”
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อ ตนเปิดดูโทรศัพท์แทบตกเก้าอี้ หลังจากนั่งฟังพลเอกประยุทธ์ แถลงด้วยความภูมิใจ ว่าแก้ปัญหาความยากจนได้แล้ว 72% ทั้งที่คนไทย 90% อยู่ในสถานะหลังพิงฝา ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อกินอยู่
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ เน้นการสร้างประโยชน์เอื้อทุนใหญ่ ไม่เอื้อให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก อีกทั้งประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงสุดในโลก พร้อมกับมอบสโลแกนว่านายกฯ หัวใจคือนายทุน ไม่บริหารเพื่อประชาชนแต่เพื่อกลุ่มทุน มองว่าพลเอกประยุทธ์ปล่อยให้มีการควบรวมกิจการเกิดขึ้นหลายครั้ง ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 เป็นหน้าที่ของรัฐในการกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม