ศ.ดร.พฤทธา ณ นคร ผู้อำนวยการ SIIT กล่าวว่า โจทย์ของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่คือเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่มีการ Transform ก็จะไม่มีทางชนะ แต่ธุรกิจจำนวนมากกลับยังไม่รู้ว่าจะ Transform อย่างไร หรือ Transform ตรงไหน จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่จะเข้าไปชี้ให้เห็นว่าตรงไหนควรพัฒนาหรือปรับปรุง ซึ่งปัจจุบัน SIIT ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมในการสร้างบัณฑิต
“ปัจจุบันโจทย์ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป SIIT จึงต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้ากับการผลิตบัณฑิตยุคใหม่ และเปิดโอกาสให้นักศึกษามีประสบการณ์จริงจากการศึกษา วิจัย และแก้โจทย์ธุรกิจจริงๆ ซึ่งหากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ขณะนี้ SIIT ได้ข้ามผ่านเฟส 1 ที่เน้นเรื่องการให้การศึกษา และเฟส 2 ที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ในเฟส 3 ที่จะต้องตอบโจทย์ธุรกิจอุตสาหกรรมได้ทั้งในไทยและภูมิภาคให้ได้” ศ.ดร.พฤทธา กล่าว
ศ.ดร.พฤทธา กล่าวอีกว่า กว่า 90% ของนักศึกษา SIIT ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เป็นชาวต่างชาติ เมื่อเขาเหล่านั้นสำเร็จการศึกษาและกลับไปทำธุรกิจหรือทำงานในภาคส่วนต่างๆ ในประเทศตัวเอง ก็จะเป็นโอกาสและช่องทางที่ดีที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเราตั้งเป้าในก้าวต่อไปว่าจะยกระดับ SIIT สู่การเป็น Education Hub ของภูมิภาค ซึ่งนอกจากเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยแล้ว จะช่วยเชื่อมต่อประเทศไทยเข้ากับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนานาชาติด้วย
ทางด้าน รศ.ดร.วิริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอดีต ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจะแข่งขันกันเรื่อง QCD ในแง่ของคุณภาพ การพัฒนา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แต่ปัจจุบันมีแนวคิดเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โมเดลเศรษฐกิจ BCG ภาษีคาร์บอน ฯลฯ ฉะนั้นถัดจากนี้ ภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม เพิ่มมากขึ้น
“วันนี้เรามองว่าเรื่องของการวิจัย เรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งที่ทางสถาบันการศึกษาอย่าง SIIT ก็สามารถเข้ามาช่วยได้ ด้วยเรื่องของวิชาการ แนวทางความรู้ ที่สามารถมาช่วยเสริมการทำงานของ กนอ. ให้ขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะเกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ที่เข้ามาช่วยกันทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความยั่งยืนต่อไปได้” รศ.ดร.วิริศ กล่าว
อนึ่ง SIIT ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2535 ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กรระดับประเทศ ได้แก่ มธ. สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น ซึ่งเห็นพ้องร่วมกันที่จะผลิต “กำลังคน” ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกมีความต้องการวิศวกร นักเทคโนโลยี และนักวิจัย จึงเปิดสอนหลักสูตร “วิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ” หรือ #วิศวะอินเตอร์ แห่งแรกของประเทศไทย ทั้งนี้ ปัจจุบัน SIIT เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติด้านวิศวกรรมศาสตร์และการจัดการ ในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก