สำหรับสถานการณ์ไทยเรา
ภาวะที่ส่วนตัวแล้วหนักใจที่สุดคือ การที่ประชาชนได้รับข้อมูลอัพเดตที่ไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อความตระหนัก การรับรู้สถานการณ์ และการตัดสินใจประพฤติปฏิบัติตัว
ดังจะเห็นได้จากเรื่องล่าสุดคือ BA.4 และ BA.5 ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเพิ่งได้ทราบจากข่าวเมื่อคืนนี้ว่า ไทยเรามีสัดส่วนตรวจพบ BA.4 และ BA.5 สูงถึง 45.71% แล้ว
มองเรื่องระบบเฝ้าระวังทั่วโลก
ในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพัฒนาแล้ว จะมีระบบเฝ้าระวังที่แจ้งให้ประชาชนได้ทราบอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และทันสถานการณ์ ทำให้มีความรู้เท่าทัน ระแวดระวัง และตัดสินใจประพฤติปฏิบัติได้เหมาะสมกว่าการที่มารู้ตอนที่เป็นกันหนักแล้ว
ระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อสำคัญที่ทุกประเทศมีนั้น ล้วนมีหลักการและกลไกการทำงานคล้ายกัน เก็บข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์แนวโน้ม และเตือนให้ทราบ มิใช่การตามเก็บข้อมูล แต่เก็บไว้รู้กันเฉพาะภายใน ความแตกต่างของประสิทธิภาพของระบบเฝ้าระวังของแต่ละประเทศจะอยู่ที่การนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนควบคุมป้องกันโรคอย่างทันท่วงที
ที่สำคัญคือ หากให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชน ก็จำเป็นต้องรวม"ประชาชนทุกคน"ไว้เสมือนกลไกสำคัญในระบบสุขภาพ เมื่อมีข้อมูลรายละเอียดก็ต้องแจ้งให้ทราบแบบ real time สม่ำเสมอ เพื่อให้กลไกประชาชนได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการป้องกันควบคุมโรค ไม่ใช่ให้รอนโยบาย มาตรการ แนวทางปฏิบัติแบบ Top down เมื่อเข้าสู่วิกฤติไปแล้ว ซึ่งมักจะไม่ทันท่วงที และเสี่ยงต่อความสูญเสีย ทั้งเรื่องติดเชื้อ ป่วย ตาย หรือปัญหาผลกระทบระยะยาว ดังที่เห็นจากประสบการณ์ในอดีตมากมายหลายเรื่อง
นี่คือหลักการที่จะทำให้สังคมนั้นพัฒนาไปสู่ Health literate society ที่จะสามารถรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คำว่า "ไม่ปกปิด" นั้นมีความหมายลึกซึ้ง เพราะไม่ใช่หมายความแค่เปิดให้เห็น แต่ควรหมายถึงเปิดให้เห็นครบถ้วนสมบูรณ์ โดยข้อมูลนั้นมีรายละเอียดลึกซึ้งเพียงพอ ทำให้เข้าใจได้ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ ทันสถานการณ์ ไม่ควรเป็นแบบเปิดเมื่ออยากเปิด และเปิดเท่าที่อยากเปิด เพราะจะกลายเป็น"ปกปิดในช่วงเวลาที่ต้องการ" และ"ปกปิดในส่วนที่ไม่อยากให้รู้"นั่นเอง
หากเข้าใจเช่นนี้ ทุกประเทศจึงควรประเมินสิ่งที่ดำเนินมาว่าเป็นไปในทางที่ควรเป็นจริงหรือไม่? มีจุดใดที่สำคัญและควรนำไปปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดวิกฤติสูญเสียซ้ำซากจนนำไปสู่ภาวะประชาชนชาชินกับ"ความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อมือ และไม่เชื่อใจ"หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องเอาตัวรอดด้วยการพึ่งพาตนเองในทุกเรื่อง
...ควบคุม มิใช่ติดตาม
สุขภาพ มิอาจต้านทาน
มัวเมา โง่เขลา มิอาจรู้
ประเทศชาติ มิอาจละเลย...
" สำคัญที่สุดที่ต้องเน้นย้ำคือ การใส่หน้ากากเสมอ ใช้ให้คุ้นชิน เป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายเรา เวลาออกตะลอนนอกบ้าน เป็นเรื่องที่จำเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดที่ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ Health consciousness เป็นหัวใจในการปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของแต่ละคน " หมอธีระ ย้ำในตอนท้าย