นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานสมาพันธ์ฯ กล่าวว่า เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนพูดถึงกัน เป็นข้อถกเถียงเป็นจำนวนมากทั้งในทางโซเชียลมีเดียและสร้างความสับสนต่อสังคมทั่วไป สมาพันธ์ฯ หวั่นเกรงว่าจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง หลายฝ่ายจึงต้องทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด เนื่องจากถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในบริบทของคนใน 3 จังหวัดที่มีมุสลิมจำนวนมาก
“องค์กรเราเป็นหลักที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ต้องแสดงจุดยืนให้สังคมเป็นว่า เรานำคำฟัตวาของจุฬาราชมนตรีมาประกอบให้เป็นที่ชัดเจนว่า เราไม่สนับสนุนทั้ง พ.ร.บ. ทั้งหมดนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ฮารอม (ต้องห้าม) ในอิสลาม”
นายแพทย์อนันตชัย ไทยประทาน ในนามนักวิชาการแพทย์มุสลิม ซึ่งร่วมประชุมด้วยได้ให้ความเห็นว่า กัญชายังถูกปล่อยให้ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ไม่มีโรคไหนที่ต้องรักษาด้วยกัญชาได้ ขณะที่ไทยจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 หากทั่วโลกกัญชายังไม่ปลดล็อค สหประชาชาติจัดกัญชาให้เป็นยาเสพติดประเภท 1 เขามองว่า เป็นยาเสพติดที่ก่อให้เกิดการเสพติดสูงและอันตราย ห้ามปลูก ห้ามผลิต ห้ามค้าขาย ห้ามครอบครอง ยกเว้นการแพทย์และศึกษาวิจัย ส่วนอเมริกาอนุญาตแค่ 2 รัฐที่ใช่ในการบันเทิง อีก 30 กว่ารัฐไม่อนุญาต เพราะฉะนั้นในทัศนะแพทย์ ไม่เห็นด้วย ผมจึงเห็นว่า เรื่องกัญชง กัญชา เราไม่เห็นด้วยทุกประการ ซึ่งขณะนี้มีแต่มุสลิมที่ออกมาค้าน พ.ร.บ.ไชฏอน ที่ออกมาทำลายเยาวชน
ด้านผู้เข้าร่วมประชุมต่างออกความเห็นกันอาทิ ต้องการให้เกิดเป็นรูปธรรม ให้รัฐบาลรับรู้ ร้านอาหารมุสลิมควรประกาศว่า ไม่มีกระท่อมและกัญชาในอาหารของร้านโดยชัดเจน ให้เอกสารการแถลงการณ์และคำฟัตวานี้ไปถึงทุกโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ในการคุตบะฮฺวันศุกร์ควรเพิ่มเรื่องโทษของกัญชา ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือการต่อสู้ในแนวทางของมุสลิม ยกระดับการแสดงจุดยืนไปยังส่วนกลางและผู้นำประเทศ เป็นต้น