เนชั่นทีวี

ข่าว

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

12 มิ.ย. 2565 | tinakit_rat

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

รู้จักตัวตน”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่านมุมมอง "แสนปิติ สิทธิพันธุ์" ดีเอ็นเอพันธุ์แกร่ง ที่อุปสรรคทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรค

กระจกที่สะท้อนเงาภาพของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในอีกมุมหนึ่ง ที่ฉายความแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ตามที่สังคมให้ฉายา เมื่อทราบว่าลูกชายคนเดียวบกพร่องทางการได้ยิน แต่ด้วยความรักและความมุ่งมั่น เฝ้าถนอมรักษา ถึงวันนี้ น้องแสนดี “แสนปิติ สิทธิพันธุ์” กลายเป็นผลิตผลอันงดงาม สำเร็จการศึกษาใหม่หมาดจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่ กรุงเทพธุรกิจ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษครั้งแรกถึงเส้นทางกว่าจะมีวันนี้ของ “ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”  ที่อ่านแล้วสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน

 

Q: จำตอนที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยได้มั้ย ความรู้สึกตอนนั้นเป็นไงบ้าง

A: ผมจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกกับการไม่ได้ยินอะไรเลย เกือบจะเหมือนกับผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปส่วนหนึ่ง

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Q: เคยคิดบ้างมั้ยว่าคุณจะไม่ได้ยินไปตลอดชีวิต

A: บางครั้งผมก็คิดนะครับ แต่ชีวิตต้องไปต่อและคุณต้องพร้อมรับกับสิ่งที่เป็น อย่าให้มันมาลดทอนความมุ่งมั่น หรือข้อเท็จจริงที่ว่าคุณยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ซึ่งควรค่ากับการต่อสู้เพื่อให้ได้มา

 

Q: ตอนคุณเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ดูแลคุณอย่างไร

A: คุณพ่อคุณแม่พาผมไปตรวจที่คลินิกบ่อยครั้ง ช่วยเปลี่ยนแบตเตอรีเครื่องมือช่วยฟัง ช่วยฝึกพูดและสนทนานู่นนี่ พวกเขาเป็นต้นแบบมากๆ ในการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการพูดของผม

 

Q: ตอนบำบัดช่วงแรกๆ คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

A: ก็รู้สึกเหนื่อยและท้อครับ เหมือนล่องลอยไร้จุดหมาย ผมอยากเลิกหลายครั้ง แต่ก็พร่ำบอกตัวเองว่า การต่อสู้ยังไม่จบจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ผมต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้ให้ได้

 

Q: เวลาคุณเหนื่อยพ่อแม่ให้กำลังใจคุณอย่างไร

A: สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ไม่เคยดุหรือบ่นผมเลย พวกเขาให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์ ให้ข้อคิดที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผม

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Q: คุณต้องฝึกขนาดไหนกว่าจะสื่อสารได้

A: ผมฝึกทักษะการพูดด้วยการสนทนากับเพื่อน กับครู และครอบครัว รวมถึงฝึกกับนักอรรถบำบัดเพื่อช่วยเรื่องการออกเสียงบางคำ ผมฝึกแกรมมาร์ภาษาอังกฤษพื้นฐานและการสร้างประโยคด้วยตนเอง จนพัฒนาการเขียนและการพูดได้ จนกระทั่งอายุ 5-6 ขวบผมจึงสามารถพูดได้ปกติ

 

Q: นอกจากพ่อแล้ว แม่ดูแลและฝึกคุณอย่างไรบ้าง

A: แม่น่าจะเป็นคนที่วิจารณ์ผมหนักที่สุด และคอยบอกเสมอว่าผมควรปรับปรุงเรื่องไหน ทั้งการใช้ชีวิตและเรื่องที่โรงเรียน

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Q: ก่อนมาใช้ชีวิตในสหรัฐพ่อแม่สอนให้คุณดูแลตัวเองอย่างไร

A: ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ จริงๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้แนะนำผมมากนักว่าควรดูแลตัวเองยังไง ผมมาเรียนรู้จริงจังตอนเข้าคอลเลจแล้วก็ปรับตัวเอง บอกได้เลยว่าประสบการณ์ทั้งหมดในคอลเลจไม่ใช่แค่ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ แต่เป็นบทเรียนแห่งความพากเพียรด้วย

 

Q: ชีวิตในสหรัฐเป็นอย่างไรบ้าง อยู่ที่ไหน ทำกับข้าวกินเองบ้างหรือไม่ เล่าให้ฟังหน่อย

A: ผมอยู่อพาร์ทเมนท์นอกมหาวิทยาลัยครับ เดินทางราว 10-15 นาที อยู่ในย่านน่าพักอาศัยติดกับแคมปัส ผมก็นั่งรถเมล์มาเรียน ตอนเรียนปีหนึ่งผมเคยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย แต่ไม่ชอบชีวิตแบบนั้นก็เลยไปขอพ่อกับแม่ว่าอยากออกมาอยู่ข้างนอก

 

เรื่องอาหารส่วนใหญ่ผมทานข้างนอก จะทำกับข้าวก็ต่อเมื่อเพื่อน พ่อแม่ หรือครอบครัวมาเยี่ยม ปกติก็จะทานข้างนอก

 

Q: เพื่อนๆ มาจากประเทศไหนกันบ้าง

A: ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอเมริกันครับ ที่เหลือก็มีทั้งไทย จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง เวียดนาม

 

Q: คุณเรียนอะไร ทำไมถึงเลือกวิชานี้ และอยากทำงานอะไร

A: ผมกำลังจบการศึกษาวิชาเอกประวัติศาสตร์ ตอนแรกผมตั้งใจจะเรียนสองวิชาเอก ประวัติศาสตร์และธุรกิจ แต่ถ้าทำแบบนั้นผมต้องสมัครเรียนสองปริญญาในคราวเดียว ผมก็เลยเลือกวิชาประวัติศาสตร์ เพราะชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในการเรียนประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่ลักษณะหรือสภาพแวดล้อมของประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่เป็นการทำความเข้าใจความซับซ้อนและแรงจูงใจของผู้คนในช่วงเวลาต่างๆ มากกว่า

 

Q: ตอนอยู่สหรัฐทำงานพาร์ทไทม์บ้างมั้ย

A: ไม่เลยครับ

 

Q: ช่วงเลิกเรียนหรือวันหยุด คุณทำอะไร

A: ผมชอบปีนเขาเส้นทาง Burke Gilman-Trail ซึ่งเป็นเส้นทางตัดผ่านมหาวิทยาลัยและอยู่ใกล้ที่พัก แล้วก็ชอบดูถ่ายทอดสดกีฬามากๆ ชอบแวะไปคาเฟ่ร้านโน้นร้านนี้ในเมืองด้วยครับ

 

Q: ได้ข่าวว่าชอบดูหนัง ชอบดูแบบไหน ช่วยแนะนำหนังที่คุณชอบให้วัยรุ่นไทยหน่อย

A: ดู Forrest Gump เลยครับ ไม่ผิดหวังแน่ สำหรับหนังคลาสสิกผมแนะนำ  Godfather ทั้งสามภาค,Star Trek II – Wrath of Khan and Goodfellas อีกหนึ่งเรื่องโปรดที่ผมดูซ้ำบ่อยๆ ก็ Lord of the Ring ครับ

 

Q: ชอบกีฬาอะไรอีกนอกจากมวย

A: ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอล รักบี้ คริกเก็ต ฟอร์มูลาวัน บาสเก็ตบอล เบสบอล เทนนิส กอล์ฟ ศิลปะการต่อสู้แบบผสม (MMA) แล้วก็อเมริกันฟุตบอลครับ

 

Q: งานอดิเรกมีอะไรอีกนอกจากกีฬา

A: ก็เขียนเรื่อง  ถ่ายภาพ อ่านหนังสือ สะสมหุ่นเล็กๆ เล่นวีดิโอเกม ทำบล็อก

 

Q: พ่อแม่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณยังไง

A: พ่อเป็นแรงบันดาลใจใหญ่สุดของผมเลยครับ ส่วนแม่เป็นผู้แนะนำที่ดีที่สุด

 

Q: ได้ยินมาว่าคุณสนิทกับพ่อมาก คุณชอบทำกิจกรรมอะไรกับพ่อ

A: สำหรับผมก็ชอบไปร้านกาแฟแล้วก็ไปชมกรุงเทพฯ ผมสนุกที่ได้ร่วมทำโครงการกับพ่อ ติดตามพ่อไปนู่นไปนี่

 

Q:  เรียนจบแล้วจะทำงานที่สหรัฐหรือไทย

A: ผมจะพักสักปีสองปีก่อนครับ แล้วค่อยหางานทำในเมืองไทย

 

Q: ความฝันของคุณคืออะไร

A: ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น เหมือนที่พ่อและปู่ผมเป็นแรงบันดาลใจให้ผมครับ

รู้จัก”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สะท้อนผ่าน ลูกชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Q: นอกจากพ่อแล้วคุณยังมีใครเป็นไอดอล

A: สำหรับผม ไอดอลคนหนึ่งเลยคือ Kobe Bryant ผมโตมากับการดู Los Angeles Lakers ความดุดันและความเจ๋งของเขาโดนใจผม ตอนที่เขาเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อนผมเสียใจมาก แต่ยังดีที่ได้เห็นผลงานในช่วงเวลาดีที่สุดของเขาหลายปีในฐานะเจ้าตำนานบาสเก็ตบอล ถึงวันนี้เขายังเป็นนักกีฬาคนโปรดของผม

 

Q: ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณอยากทำอะไรให้ประเทศชาติ

A: ขอบคุณนะครับที่ถามคำถามนี้ สำหรับผมมีคนรุ่นใหม่เหมือนผมหลายคนที่กระตือรือร้นและตื่นเต้นอยากเห็นอนาคตที่รอเราอยู่ โอกาสช่วยประเทศนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือเอกชน ผมจะทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับความสามารถและศักยภาพของตัวเอง

 

ในฐานะคนพิการผมอยากเห็นความก้าวหน้าและความทุ่มเทเรื่องสิทธิคนพิการ จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเห็นผมทำงานด้านนี้อย่างสุดความสามารถ  คนพิการอายุต่ำกว่า 21 ปี มีประมาณ 130,000-150,000 คน และยังขาดกฎหมายและสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ผมอยากเข้าไปช่วยเรื่องโอกาสในการศึกษาพิเศษและยกระดับคนชายขอบครับ

 

ที่มาข้อมูล กนกวรรณ เกิดผลานันท์ กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวล่าสุด