3.เรื่องเทคโนโลยี เนื่องจาก กล้องวงจรปิดที่ดูการจราจรมีเพียงแค่กว่า100 กล้องเท่านั้น จากทั้งหมดกว่า 50,000 กล้อง และการบริหารไฟจราจรก็ใช้จราจรที่แยก ทำให้ไม่เห็นภาพรวม ดังนั้น ควรมีระบบที่เห็นภาพรวมการจราจรทั้งกรุงเทพฯ และบริหารจัดการไฟแบบกึ่งอัตโนมัติ แต่บางจุดก็ต้องมีคนดูแล จะทำให้ใช้ถนนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาระบบเพื่อติดตั้ง บริหารจัดการไฟจราจรทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นก็จะดำเนินการติดตั้งระบบ
4.เรื่องความปลอดภัย ซึ่งทางกายภาพ กทม.ดำเนินการ แต่สิ่งสำคัญคือ การจำกัดวามเร็วในกทม. โดยกทม.จะนำข้อมูลความเสี่ยงจุดเกิดอุบัติเหตุบ่อยมาวิเคราะห์ว่า เส้นไหนควรจะมีความเร็วต่ำกว่า 80 ก.ม./ชม.เพื่อหารือกับ บช.น. ในการกำหนดควบคุมความเร็วในเมือง และในชุมชน ที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัย
และ 5.เรื่องจักรยานยนต์ ต้องหารือว่า จะมีแนวทางอย่างไรจัดการให้เกิดความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เช่น บางถนนมีการทำเลนสำหรับจักรยานยนต์ จุดจอด ก่อนถึงสี่แยก ให้แยกกับรถยนต์ จึงต้องดูแลประชาชนที่ใช้จักรยานยนต์กลุ่มนี้ให้มากขึ้น โดยจะต้องมีการร่วมมือกันกับ บช.น. เชื่อว่า หลังจากวันนี้จะเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้น
นายชัชชาติ กล่าวว่า หากมีการนำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยทำให้การบริหารจัดการได้ดีขึ้นและสะดวกขึ้น ซึ่งกทม.ต้องช่วยตำรวจจราจรในการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย ส่วนหนึ่งการใช้เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องการตรวจจับปรับได้ และหากนำเอาค่าปรับจราจรดังกล่าว มาใช้ในการลงทุนตัวระบบได้ ก็จะทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณส่วนอื่น