เนื้อความข้างต้น ถูกผลิตขึ้นและนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งรูปแบบข้อมูลนี้ เคยมีการผลิตส่งต่อให้สื่อมวลชนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
คำถามว่า ใครเป็นคนส่งเนื้อความทั้งหมดนี้ให้สื่อมวลชน และหวังผลด้วยวัตถุประสงค์ใดเป็นสำคัญ
หากพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวทางการเมือง มีการจับตามาโดยตลอดเกี่ยวกับบทบาทท่าทีของ 3 ป. และ "ม้าพยศ" อย่างผู้กองคนดัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกนายกรัฐมนตรี สั่งให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างความแค้นเคืองใจ จนเจ้าตัวตัดสินใจพาพรรคพวกจำนวนหนึ่งออกไปตั้ง"พรรคเศรษฐกิจไทย"
ต่อมามีข่าวคราวการเกทับบลั๊ฟแหลกกันไปมาเป็นระยะๆ เกี่ยวกับ จำนวนเสียงของรัฐบาลภายหลัง "กลุ่มม้าพยศ"ออกไปตั้งพรรคใหม่ จะทำให้จำนวนเสียงรัฐบาลสั่นคลอนหรือไม่ /จะทำให้รัฐบาล"ลุงตู่" ต้องล่มกลางคันเมื่อมีการพิจารณาโหวตร่างกฎหมายสำคัญหรือไม่ หรือแม้แต่การปล่อยข่าว "บิ๊กป้อม"หนุนหลังพรรคเศรษฐกิจใหม่ พร้อมโดดเดี่ยว"ลุงตู่" บ้างหล่ะ จนในที่สุด 3 ป. ต้องออกมาแก้ข่าวเป็นรายวันว่า"ยังรักกันดี พี่น้องไม่ทิ้งกัน" หรือแม้แต่การโชว์ภาพ 3 ป. ร่วมรับประทานอาหารสยบข่าวความร้าวฉาน
ไม่ต่างกับครั้งนี้ กระแสข่าวการสับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ขยับ"บิ๊กป้อม" ไปเป็นแค่ประธานที่ปรึกษา โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค ก็กลับมาอีกในช่วง1-2 วันที่ผ่านมา ซึ่งหากประมวลจากเนื้อหาการปล่อยข่าวดังกล่าว ละม้ายคล้าคลึง การปล่อยข่าว 3 ป. ไม่ลงรอยกัน หรือ ข่าวปล่อย"บิ๊กป้อมพร้อมทิ้งลุงตู่"
พลิกอ่านระหว่างบรรทัด ตามเนื้อหาข่าวข้างต้น ที่ส่งให้สื่อกระพือออกไป อย่างเช่น "บิ๊กตู่" จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลังเดือนส.ค. และมาเป็นหัวหน้าพรรคพปชร.แทน "บิ๊กป้อม" ด้วยการขอตรวจความชัดเจนถึงวาระดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปี นั้น เกิดจากความเร่งเร้าของ "ผู้ปล่อยข่าว"เพื่อกดดันพล.อ.ประยุทธ์ ให้มีความชัดเจนสักที หลังจากแทงกั๊ก มาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2562 โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคแต่พรรคพปชร. เสนอชื่อไว้ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1ของพรรค เหตุการณ์ครั้งนั้นถึงขนาดมีกระแสข่าวตามมาอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กรอกใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพปชร.ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว จากนั้นจะเดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพปชร.และนั่งหัวหน้าพรรค อย่างเป็นทางการ แต่สุดท้าย "ข่าวปล่อยคือข่าวปล่อย" ไม่มีผลกดดันให้ "พล.อ.ประยุทธ์" จรดปากกาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพปชร.สำเร็จ
กอปรกับ สถานการณ์ทางการเมืองมีพัฒนาการตลอดเวลา ด้วยการแตกตัวของกลุ่มคนในพปชร.ดั้งเดิม ออกไปตั้งพรรคการเมือง อย่างกรณีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่"แรมโบ้อีสาน" เสกสกล อัตถาวงศ์ (รายนี้มีชื่ออยู่ในข่าวปล่อยข้างต้นด้วย ) ก่อร่างสร้างขึ้น เพื่อหวังให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯเบอร์หนึ่ง ในการเลือกตั้งสมัยหน้า แต่ความเป็นพรรคของ"เสกสกล" ตกอยู่ในสภาพสาละวันเตี้ยลง ถ้าจะเรียกว่า ยังเป็นวุ้นคงไม่ผิด แล้วจะขับเน้น "พล.อ.ประยุทธ์" มาเป็นหัวหน้าพรรคได้อย่างไร
สิ่งที่เหลืออยู่ จึงต้องหวนกลับมาโฟกัสที่ "พรรคพลังประชารัฐ" ที่ยังอุดมด้วยนักการเมือง"บิ๊กเนม" ยังพอต่อสู้ชิงคะแนนกับพรรคการเมืองใหญ่ได้ เพียงแต่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา "พล.อ.ประยุทธ์" ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นสมาชิกพรรคพปชร. หรือไม่ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคพปชร.หรือไม่หรือเปิดทางให้พี่ใหญ่ "บิ๊กป้อม" นั่งบัญชาการต่อไป สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความสับสนและมีผลต่อการกำหนดทิศทางในการลงทำศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย
จึงไม่แปลกที่จะมีกระแสข่าวออกมา กรณี"บิ๊กป้อม"ทาบทามให้ ผู้กองคนดัง และคณะคัมแบ็กพปชร. แต่ ผู้กองคนดังปฏิเสธ ด้วยการอ้างว่า โครงสร้างพปชร.เปลี่ยนไปแล้ว รวมถึงกรณี "แรมโบ้อีสาน" เสกสกล อัตถาวงศ์ "สกลธี ภัทธิยกุล" ที่ตกเป็นตัวละครในข่าวปล่อย ซึ่งในรายของเสกสกล ได้รับการยืนยันผ่านชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น้องชาย นายเสกสกล ว่า "นายเสกสกล"ได้ลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แล้ว ขณะที่นายสกลธี มีหลายพรรคทาบทามรวมถึงพปชร.แต่อยู่ระหว่างตัดสินใจ
อีกประการ ประเมินความสัมพันธ์ระหว่าง "บิ๊กป้อม" กับ "ร.อ.ธรรมนัส" กับ "บิ๊กตู่" และ "ร.อ.ธรรมนัส" ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ไหนมีความน่าจะเป็นมากกว่ากัน การที่"ผู้กองคนดัง"และพวกจะกลับมาสังกัด พปชร. ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข "บิ๊กป้อม" ยังคงเป็นหัวหน้าพรรค แต่ถ้าสลับสับเปลี่ยนให้ "บิ๊กตู่" มาเป็นหัวหน้าพรรค โดย"ลุงป้อม" ไปเป็นแค่ที่ปรึกษา ต้องถามว่า "ร.อ.ธรรมนัส" และคณะ จะกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับพปชร.หรือ
ในที่สุด "ผู้ปล่อยข่าว" ต้องการให้เกิดความร้าวฉานระหว่าง "บิ๊กป้อม" กับ "บิ๊กตู่" ให้เกิดความชัดเจนถึงเก้าอี้หัวหน้าพรรคพปชร. ต้องการให้เป็นใครกันแน่ เพื่อให้"ผู้ปล่อยข่าว"ได้กำหนดทิศทางทางการเมืองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
หากให้เอ็กซเรย์เข้าไปถึงภายในพปชร. ยังพบว่า มีบุคคลจำนวนหนึ่ง ประหนึ่งใช้พปชร.เป็นที่พักพิงชั่วคราว พร้อมขยับออกมาสังกัดพรรคการเมืองอื่น เพียงแต่ตอนนี้รอจังหวะความชัดเจนของคนที่จะเป็นหัวเรือใหญ่นำพาพลังประชารัฐทำศึกเลือกตั้งก่อน ว่าจะเป็นใครกันแน่!!!
ช่างสอดคล้องกับที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน มือกฎหมายของพปชร. ออกมาเปิดเผย เตรียมลงดาบกับคนปล่อยข่าวดังกล่าวโดยที่เจ้าตัวระแคะระคายความเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้อยู่เช่นกัน
"การตรวจสอบในเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นสมาชิกพรรคที่เพิ่งเข้ามาสมัครใหม่หลังจากในอดีตเคยลาออกไปแล้วจะไปจัดตั้งพรรคขึ้นใหม่ ซึ่งในช่วงนั้นก็ไปปล่อยข่าวในลักษณะนี้ เพื่อทำให้เกิดความเสียหายกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก แต่เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จึงยังไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกฎหมายและข้อบังคับของพรรคพลังประชารัฐที่จะทำการตรวจสอบ" ไพบูลย์ นิติตะวัน กล่าว เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.65
มองจากกลเกมครั้งนี้ จึงเป็นความพยายามปล่อยข่าวเพื่อหวังต้องการเขย่าพปชร. หวังโยนหินถามทางกดดัน "ลุงตู่" ในสถานการณ์ของศึกซักฟอกที่กำลังจะมาถึง สร้างการต่อรองกันอีกครั้ง
ฉะนั้นสำนวนไทยที่ว่า "หว่านพืชต้องหวังผล"
ก็อาจนำมาใช้ได้กับปฏิบัติการปล่อยข่าวครั้งนี้ ส่วนจะได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ ต้องติดตาม