(2) ผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสถานประกอบการต้องดำเนินการจัดให้ผู้ให้บริการและบุคลากรในความรับผิดชอบได้รับการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) แล้ว และหากเป็นการบริการลักษณะสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการจะต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา โดยในทุกสัปดาห์ให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้ชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS Cov-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหา
แอนติเจนด้วยตัวเอง (ชุดตรวจ ATK) รวมทั้งประเมินความเสี่ยงของตนเองผ่านแอพพลิเคชั่นไทยเซฟไทย (Thai Save Thai) ของ สธ.โดยกรมอนามัย
(3) ผู้ประกอบการหรี่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสถานประกอบการต้องดำเนินการตรวจคัดกรองผู้ใช้บริการเพื่อความปลอดภัย โดยจะให้บริการได้เฉพาะผู้ใช้บริการที่แสดงหลักฐานว่าได้รับวัคชีนครบตามเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด และได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) แล้วเท่านั้น และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) อย่างไรก็ดี มีข้อแนะนำให้ผู้ที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ที่จะมีอาการรุนแรงหรือความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต (กลุ่ม 608) เลี่ยงการเข้าใช้บริการในสถานที่ดังกล่าว
2.สถานเสริมความงาม ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม ร้านทำเล็บ และร้านสัก สามารถเปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ สธ.กำหนด
3.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา หรือสถานประกอบการนวดแผนไทย สามารถเปิดดำเนินการได้โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ สธ.กำหนด
4.สถานที่ออกกำลังกาย ยิม หรือฟิตเนส ที่เป็นห้องปรับอากาศ สามารถเปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ สธ.กำหนด
5.โรงมหรสพ โรงละคร การแสดงพื้นบ้าน หรือสถานที่ที่มีลักษณะเดียวกัน สามารถเปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ สธ.กำหนด
6.สถานประกอบกิจการอาบน้ำ สถานประกอบกิจการอบไอน้ำ อบสมุนไพร สามารถเปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ สธ.กำหนด
7.กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ เจ้าของสถานที่ ผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมกิจกรรม และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังคงต้องดำเนินการตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 52) ลงวันที่ 30 เมษายน 2565 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับประกาศนี้ ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่กรณี และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรคสอง(1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2537
ทั้งนี้ นายขจิตกล่าวว่า สำหรับสถานประกอบการที่เข้าข่ายสามารถเปิดกิจการได้ตั้้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยก่อนเปิดกิจการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน คือต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ แม้จะมีประกาศให้เปิดกิจการแล้ว ก็อาจจะยังไม่สามารถใช้ได้เลยในทันที เนื่องจากต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อน ต้องไปตรวจ อนุมัติ อนุญาตก่อน โดยร้านที่เปลี่ยนเป็นร้านอาหารไปแล้วจะต้องมาขอยื่นเปิดร้านใหม่ หากต้องการจะเปิดเป็นสถานบันเทิง หรือคาราโอเกะ ผมกำชับกับทางสำนักงานเขตให้ตรวจ 100% เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดปัญหาขึ้นมาอีกและรุนแรง พี่น้องประชาชนเสียหาย” นายขจิตกล่าว และว่า ล่าสุดมีสถานประกอบการกึ่งผับบาร์ยื่นขอเปิดร้านแล้ว 117 แห่ง ผ่านการอนุมัติจาก กทม.แล้ว 108 แห่ง ส่วนเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้านั้น ยังคงต้องสวมเมื่อออกไปในพื้นที่สาธารณะ
ขอขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก เพจ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์
ดาวน์โหลด ประกาศ กทม. เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ฉบับที่ 53 https://www.prbangkok.com/th/covid/detail/19/13307