“เมื่อรับข่าวมาแล้วเราต้องใจนิ่งๆ คิดไว้ว่าเป็นข่าวปลอม 50:50 อย่าเพิ่งส่งต่อ แต่ให้เอามาผ่านกระบวนการทั้ง 5 ข้อข้างต้น เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ หากเราเชื่อว่าใช่ แล้วจึงค่อยส่งต่อ ปัจจุบันต้องระวังมากขึ้นเพราะนอกจากปลอมข่าวแล้วยังมีการปลอมเสียง ปลอมใบหน้า ตัดต่อรูปเป็น Deepfake AI ได้ ทำให้ข่าวปลอมเนียนมากขึ้น” ดร.ชำนาญกล่าว
ด้าน นพ.ฆนัท กล่าวว่า สำหรับข่าวปลอมช่วงโควิด-19 ไม่ได้มีแค่ในไทย จนองค์การอนามัยโลก(WHO) ออกมาเตือนถึงโรคข้อมูลระบาด(Infodemic) เช่น เริ่มแรกที่มีวัคซีนก็จะมีข่าวเกี่ยวกับฝังไมโครชิพ(Microchip) ในผู้ที่รับวัคซีน หรือการดื่มน้ำปัสสาวะป้องกันโควิด ที่เขียนเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์แผนจีน ซึ่งทำให้ดูมีเหตุผลน่าเชื่อมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ทางการแพทย์ก็พบข่าวปลอมเยอะมาก เมื่อจัดลำดับก็พบว่าอันดับต้นๆ เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับการขายสินค้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อมีโซเชียลมีเดียทำให้เกิดความเร็วจึงแก้ไขได้ยากและส่งผลกระทบมาก อย่างเช่นข้อมูลว่าหากติดโควิดแล้วไม่ต้องโรงพยาบาลให้กินสมุนไพรชนิดหนึ่งแล้วจะหาย โดยอ้างอิงแพทย์ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำให้คนหลงเชื่อได้ง่าย รวมถึงคนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลด้วยเหตุผลต่างๆ ก็มีการปล่อยข่าวปลอมแล้วอ้างว่าเป็นข่าวลับ ซึ่งเป็นข่าวที่คนอยากรู้อยู่แล้วแต่หาหลักฐานไม่ได้ ดังนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีหน่วยงานสร้างบทบาทสำคัญ สร้างความรอบรู้ให้ประชาชน
ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 25 เม.ย.2565 มีการแชร์ข่าวปลอมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
- กทม.อัพเดต 36 สถานที่เสี่ยงโควิด
- การป้องกันโควิดด้วยผ้าอนามัยประกบกับหน้ากากอนามัย
- สเปรย์ลำไยพ่นลำคอ จมูกป้องกันโควิด โดยจุฬาเภสัช
- กินฟ้าทะลายโจร 3 แคปซูลก่อนออกจากบ้าน ป้องกันโควิดได้ 12 ชั่วโมง
- คลิปเสียงหมอศิริราชแนะกินยาเขียวรักษาโควิด
ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารรายการ Covid Forum ในทุกสัปดาห์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ "กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์" โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมตอบทุกประเด็นข้อสงสัย เพื่อให้ทุกท่านดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19
ขอบคุณข้อมูล : เจาะลึกระบบสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข