อย่างไรก็ตามทาง ได้มีการลงทุนในการก่อสร้างไปแล้วจำนวน 95 ล้านบาท แต่ได้รับค่าจ้างกลับมาเพียง 2,090,000บาทเท่านั้น นอกจากนั้น ยังถูกเรียกค่าปรับเนื่องจากผิดสัญญากรณีไม่แจ้งการจ้างช่วงงานต่อเป็นลายลักษณ์อักษร จากการส่งงานงวดแรกต้องจ่ายค่าปรับ ประมาณ 10 ล้านบาท และ งวดที่ 2 อีก จำนวน 59 ล้านบาท ทำให้ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก
ขณะที่ทาง เชียงใหม่ เค คอนสตรัคชั่น ได้ยื่นข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้การก่อสร้างเดินหน้าไปได้ โดยขอให้ศาลจ่ายเงินค่างวดในส่วนที่จ่ายได้ ทั้งนี้ความผิดเรื่องการจ้างช่วง เกิดจากบริษัทร่วมค้าไม่ได้แจ้งศาลว่ามีการจ้างช่วงต่อเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นความผิดไม่ได้เกิดจาก เชียงใหม่ เค คอนสตรัคชั่น ซึ่งหากปัญหานี้ได้รับการแก้ไข ทาง เชียงใหม่ เคคอนสตัคชั่น โดยเร่งด่วน และยืนยันว่า หากปัญหาได้รับการแก้ไข จะสามารถก่อสร้างอาคารและบ้านพักให้แล้วเสร็จได้ภายใน 1 ปี
ด้านนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า จากการเข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าบริเวณข้างบ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีการหารือกับทางธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จะมีการทำรั้วกั้น บริเวณบ้านพัก 45 หลัง ก่อนที่เครือข่ายฯ จะเข้าทำการฟื้นฟูปลูกป่า โดยขอให้ศาลดำเนินการคืนพื้นที่ให้กับธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่โดยเร็ว ส่วนวันที่ 29 เมษายน 2565 ทางเครือข่ายอาจจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกป่าแหว่ง
ขณะที่ นายกรจักร ชูทิพย์ ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้ติดขัดประเด็นเรื่องการรับคืนครุภัณฑ์ จนทำให้การรับคืนสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ล่าช้าออกไป ได้หารือไปยังกรมธนารักษ์เพื่อเร่งรัดพิจารณาเรื่องการรับคืนครุภัณฑ์ว่าจะรับได้หรือไม่ ซึ่งหลังจากรับคืนมาแล้วคงต้องหาวิธีนำไปใช้ต่อ เช่น บริจาคให้กาชาด ส่วนราชการ หรือองค์กรสาธารณะนำไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่อรับคืนแล้วก็สามารถนำพื้นที่ไปใช้ตามความประสงค์ของชาวเชียงใหม่ คือการปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่
อย่างไรก็ตามได้ประสานไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อเข้าไปสำรวจพื้นที่บ้านพักทั้ง 45 หลัง ซึ่งมีครุภัณฑ์ที่ต้องบริหารจัดการที่อยู่ในบัญชี จำนวน 1,866 รายการ ซึ่งทางกรมธนารักษ์กำลังพิจารณาข้อกฏหมายเรื่องการรับคืนอสังหาริมทรัพย์ และครุภัณฑ์ เนื่องจากทางกรมฯไม่มีกฏหมายรองรับ หากรับมาแล้วต้องนำมาบริหารจัดการโดยเร็วที่สุด